DSI จ่อยื่น “เอกนิติ” บีบ ก.ล.ต. ปิดเกมคดี Worldcoin หลังคนไทย 1.2 ล้านรายเสี่ยงข้อมูลหลุด

DSI จ่อยื่น “เอกนิติ” บีบ ก.ล.ต. ปิดเกมคดี Worldcoin หลังคนไทย 1.2 ล้านรายเสี่ยงข้อมูลหลุด

ข่าวสาร
January 6, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-06T174905.793

1.2 ล้านรายคือจำนวนคนไทยที่ถูกจัดเก็บข้อมูล “ม่านตา” แลกกับเหรียญคริปโตเคอเรนซี ท่ามกลางสุญญากาศทางกฎหมายที่ยังไร้คำวินิจฉัยชัดเจนจาก ก.ล.ต. ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมยกระดับการตรวจสอบ โดยจ่อยื่นหนังสือถึง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เพื่อสั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งสรุปผลสอบว่าธุรกิจในลักษณะ Worldcoin ขัดต่อ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ หลังพบความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินระดับโลกและพิรุธในการทำ MOU ที่ใช้เวลาเพียง 3 วัน


ความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีภายใต้โครงการ Worldcoin กำลังก้าวสู่จุดเดือด เมื่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบอุปสรรคสำคัญในการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เนื่องจากโครงสร้างการบริหารที่ทับซ้อน ทำให้ DSI ตัดสินใจเตรียมยื่นหนังสือถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. โดยตรง เพื่อขอความชัดเจนในข้อกฎหมายว่า การนำเข้าเครื่องสแกนและจัดกิจกรรมแลกสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ ก.ล.ต. ยังไม่มีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบไปแล้วมหาศาลกว่าล้านรายในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา

ชนวนเหตุของความเคลือบแคลงใจนี้ เริ่มต้นจากการขุดคุ้ยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากสิงคโปร์ ซึ่งถูกลงนามเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 โดยมีรัฐมนตรีระดับสูงหลายกระทรวงร่วมเป็นสักขีพยาน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือกระบวนการทำ MOU ดังกล่าวใช้เวลาดำเนินการจัดทำจนถึงลงนามเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี คนปัจจุบัน ได้สั่งยกเลิกไปแล้วเมื่อปลายปี 2568 หลังจากพบว่าโครงการที่อ้างว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) อาจเป็นเพียงฉากหน้าของขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก และมีการนำเทคโนโลยีสแกนม่านตาเข้ามาดูดข้อมูลชีวมิติของคนไทย ซึ่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับรหัสพันธุกรรม (DNA) และเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้สร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมไซเบอร์ขั้นสูง

การเดินหน้าของ DSI ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสอบสวนบริษัทเอกชน แต่ยังมีการเรียกสอบปากคำพยานปากสำคัญ ทั้งอดีตรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาคำตอบว่าใครคือ “ข้าราชการฝ่ายการเมือง” ที่เป็นผู้ประสานงานเบื้องหลังการลงนามที่รวดเร็วผิดปกติในครั้งนั้น นอกจากนี้ DSI ยังพร้อมรับข้อมูลเพิ่มเติมจากภาคการเมืองที่เตรียมยื่นร้องเรียนในประธานความผิดตามมาตรา 157 กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ข้อมูลอ่อนไหวของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง ซึ่งผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของ Crypto Ecosystem ในประเทศไทย ว่าขอบเขตของการจัดเก็บข้อมูล Biometrics กับการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีเส้นแบ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ตรงไหน

Related posts