Aster พุ่งทะยาน ประกาศทุ่มรายได้ 80% ซื้อคืนเหรียญ ปฏิวัติโครงสร้าง Tokenomics ครั้งใหญ่

80% คือตัวเลขสถิติใหม่ที่เขย่าวงการณ์ Web3 ในสัปดาห์นี้ เมื่อ Aster แพลตฟอร์ม Smart Contract ระดับโลก ประกาศแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งสำคัญ ด้วยการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมรายวัน (Transaction Fees) สูงถึง 80% มาใช้ในโปรแกรมซื้อคืนเหรียญ (Buyback) เพื่อสร้างกลไกหมุนเวียนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับมูลค่าของโทเคนในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของเลเยอร์ 1 และเลเยอร์ 2 ในปัจจุบัน
การตัดสินใจของมูลนิธิ Aster ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกระตุ้นราคาในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับโครงสร้างรายได้ของโปรโตคอล โดยปกติแล้วค่าธรรมเนียมในระบบบล็อกเชนมักจะถูกนำไปเผาทิ้ง (Burn) หรือจัดสรรให้กับ Validator เพียงอย่างเดียว แต่โมเดลใหม่นี้จะเปลี่ยนให้รายได้จากการใช้งานจริงกลายเป็น “แรงซื้อ” ที่จับต้องได้ในตลาด กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าทีมพัฒนาต้องการเชื่อมโยงความสำเร็จของการเติบโตในเชิงการใช้งาน (Network Adoption) เข้ากับผลประโยชน์ของผู้ถือเหรียญ Aster โดยตรง ซึ่งถือเป็นการตอบรับกระแส Real Yield ที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยกำลังมองหาในโปรเจกต์คริปโตยุคใหม่
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่ากลไกนี้เป็น “Game Changer” สำหรับ Aster ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายตัวไปยังเลเยอร์ 2 บน Ethereum อย่าง Soneium ที่พัฒนาร่วมกับ Sony Group การที่โปรโตคอลสามารถดึงสภาพล่องกลับคืนมาได้สูงถึง 80% ของรายได้รายวัน จะช่วยลดแรงเทขายสะสมและสร้างความหายาก (Scarcity) ให้กับเหรียญได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเผาเหรียญแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์คริปโตให้ความเห็นว่า “นี่คือการแสดงความมั่นใจของทีมงานว่าเครือข่ายมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงตัวเองและคืนกำไรสู่ระบบนิเวศ” ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่หาได้ยากในกลุ่มโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานที่มักจะเน้นการผลิตเหรียญใหม่ (Inflation) เพื่อจูงใจผู้ใช้งาน
ในภาพกว้าง การเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม Web3 โดยเฉพาะในแง่ของการออกแบบ Tokenomics ที่เน้นความยั่งยืน หาก Aster ประสบความสำเร็จในการใช้โมเดล Buyback นี้ เราอาจได้เห็นโปรเจกต์ระดับ Tier-1 อื่นๆ หันมาปรับสัดส่วนรายได้เพื่อพยุงมูลค่าโทเคนในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเหรียญหลักจะช่วยดึงดูดนักพัฒนา dApp ให้เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานบนเครือข่ายมากขึ้น เพราะมั่นใจในเสถียรภาพของสินทรัพย์ที่ใช้ในการชำระค่าธรรมเนียมและรางวัลภายในระบบ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ให้เกิดการใช้งานจริงที่มากขึ้นและกลับมาเป็นรายได้เพื่อซื้อคืนเหรียญในปริมาณที่สูงขึ้นตามลำดับ









