บาทสเตเบิลคอยน์!! ก.ล.ต.ปักหมุดพลิกโฉมตลาดทุนไทยด้วย Blockchain ใช้หุ้นกู้นำร่อง มาทั้ง P2P และ เปิด 24 ชม.

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดแผนยุทธศาสตร์ระหว่างปี 2568-2570 ยกระดับตลาดทุนไทยด้วยเทคโนโลยี Blockchain ภายใต้แนวคิดสร้าง “ตลาดทุนดิจิทัลเต็มรูปแบบ” โดย Stablecoin บาทจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการซื้อขายหลักทรัพย์แบบใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาเปิด-ปิดแบบตลาดหุ้นในปัจจุบัน และธุรกรรมทั้งหมดจะดำเนินการแบบ Peer-to-Peer ทำให้การซื้อขายเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะปรับบทบาทของผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ (Custodian) ให้กลายเป็น ผู้ดูแล Private Key ของลูกค้า เพื่อรองรับระบบ Blockchain อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อธุรกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นบนเครือข่ายดิจิทัล ผู้ลงทุนจะสามารถควบคุมสินทรัพย์ของตนเองได้โดยตรง ขณะเดียวกัน การซื้อขายจะเปลี่ยนเป็นการใช้ Stablecoin บาท ซึ่งเชื่อมโยงกับเงินบาทในโลกจริง ผ่านโครงการ Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“Stablecoin บาท” คือเงินดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับเงินบาท ทำให้การซื้อขายในระบบ Blockchain ดำเนินการได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นกู้หรือสินทรัพย์การลงทุนอื่น ๆ ที่ ก.ล.ต. เตรียมปรับให้เข้าสู่โลกดิจิทัลเต็มตัว นอกจากนี้ ระบบใหม่จะช่วยตัดตัวกลาง ลดค่าใช้จ่าย และทำให้การส่งมอบและชำระราคา (Settlement) เป็นแบบเรียลไทม์ ทันทีที่ธุรกรรมเกิดขึ้น
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการออกหลักทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบใหม่อย่าง Digital Native ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่อยู่บน Blockchain ตั้งแต่ต้นจนจบ กระบวนการนี้จะช่วยลดความล่าช้าและข้อผิดพลาดจากระบบเดิม เช่น การใช้เวลา 7-14 วันในการชำระราคาหรือออกหลักทรัพย์ กฎหมายรองรับ Digital Native คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2568 โดยเริ่มจากหุ้นกู้ดิจิทัลเป็นตัวนำร่อง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ตลาดทุนไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว ซึ่งรองเลขาธิการ ก.ล.ต. มั่นใจว่า ทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการจะปรับตัวได้ในไม่ช้า เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านจากโทรศัพท์ปุ่มกดสู่สมาร์ทโฟน โดยการใช้ Blockchain และ Stablecoin จะช่วยให้ตลาดทุนไทยโปร่งใส คล่องตัว และลดต้นทุนได้มหาศาล พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน.
ที่มา : prachachat









