เทรดโตเท่าตัวแต่กำไรไม่มา! HashKey ขาดทุนกว่า 5,400 ล้านบาทก่อนเข้า IPO

HashKey กำลังถูกจับตาหนักหลังไฟลิ่ง IPO เผยตัวเลข “เทรดพุ่ง–กำไรไม่มา” แม้จะทำปริมาณเทรดสูงสุดในฮ่องกง แต่ค่าธรรมเนียมต่ำติดพื้นยังคงฉุดบริษัทสู่การขาดทุนมหาศาลกว่า 5.4 พันล้านบาทในปี 2024
HashKey ยืนยันสถานะผู้นำตลาดคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตในฮ่องกง หลังรายงานการยื่น IPO ระบุว่าบริษัทมียอดปริมาณซื้อขายสูงถึง HK$638.4 พันล้านในปี 2024 หรือราวสองเท่าจากปีก่อนหน้า โดยการเติบโตนี้เกิดขึ้นพร้อมการขยายฐานผู้ใช้งานทั้งสถาบันและรายย่อยในเขตฮ่องกงที่ต้องการเทรดบนแพลตฟอร์มที่ผ่านการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม จุดแข็งด้านการเติบโตกลับถูกบดบังด้วยโมเดลค่าธรรมเนียมต่ำไม่ถึง 0.1% ทำให้รายได้ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทขาดทุนกว่า 5.4 พันล้านบาทในปีเดียว แม้จะครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 75% ก็ตาม ซึ่งตัวเลขนี้กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนสถาบันเตรียมประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนใน IPO ที่กำลังจะมาถึง
ในอีกด้านหนึ่ง แพลตฟอร์มของ HashKey ในเบอร์มิวดา ซึ่งถูกออกแบบให้รองรับตลาดต่างประเทศ กลับประสบภาวะทรุดหนัก โดยปริมาณซื้อขายร่วงจากราว 8.3 แสนล้านบาทในครึ่งแรกปี 2024 เหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีถัดมา โดยบริษัทระบุว่าการไม่มี on–off ramp และการลดงบการตลาดทำให้ผู้ใช้งานหันไปแพลตฟอร์มอื่นแทน พร้อมกันนี้ ธุรกิจใหม่อย่าง tokenization และงานอีเวนต์ Web3 ซึ่งถูกวางเป็นเสาหลักรายได้ในอนาคต ก็ยังไม่สร้างผลลัพธ์ชัดเจน รายได้จาก tokenization ในปี 2024 อยู่ที่เพียงราว 32 ล้านบาท ก่อนจะลดเหลือเพียง 5 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2025 ขณะที่งาน Web3 conference ที่ฮ่องกงทำรายได้ประมาณ 173 ล้านบาทในปี 2024 และลดลงเล็กน้อยในปีต่อมา แม้จะถือเป็นหนึ่งในรายได้สำคัญนอกธุรกิจซื้อขาย แต่ก็ยังเล็กเมื่อเทียบกับโครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัท
นักวิเคราะห์มองว่ากรณีของ HashKey เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายในตลาดคริปโตภายใต้กำกับดูแลที่แข่งขันสูง การตั้งค่าธรรมเนียมต่ำเกินไปเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดอาจสร้างแรงดึงดูดลูกค้าในระยะสั้น แต่ต้องแลกกับผลประกอบการที่ไม่ยั่งยืน นักวิเคราะห์คนหนึ่งกล่าวว่า “ตลาดชอบผู้ชนะ แต่ผู้ชนะต้องทำกำไรได้ด้วย ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ใช้หรือปริมาณเทรด” ซึ่งถือเป็นคำเตือนสำคัญสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสใน IPO ครั้งนี้
ผลกระทบของกรณี HashKey นำไปสู่คำถามใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโตฮ่องกง ว่าโมเดลค่าธรรมเนียมต่ำยังสามารถไปต่อได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างประเทศและแรงกดดันด้านกำกับดูแลที่เข้มขึ้น การทำธุรกิจแบบสเกลใหญ่แต่กำไรต่ำอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจใหม่ของ HashKey ยังไม่สามารถชดเชยรายได้หลักที่เหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน สุดท้ายแล้ว IPO ที่กำลังจะมาถึงอาจเป็นบททดสอบสำคัญว่าแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้สูงแต่กำไรติดลบจะสามารถกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่มั่นคงได้หรือไม่









