ก.ล.ต. ปลดล็อกครั้งใหญ่! ศูนย์เทรดลิสต์เหรียญตัวเองได้ เริ่ม 1 ธ.ค. 68 – คุมเข้มอินไซเดอร์เต็มสูบ

ก.ล.ต. ไทยประกาศปรับกฎครั้งใหญ่ เปิดทางให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถลิสต์เหรียญที่ออกเองหรือกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องได้เป็นครั้งแรก พร้อมงัดมาตรการเข้มสกัด Insider Trading ใช้ระบบ Smart Detection ติดตามแบบเรียลไทม์ มีผล 1 ธันวาคม 2568
การปรับเกณฑ์ครั้งสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย หลังประกาศอนุญาตให้ศูนย์ซื้อขายฯ สามารถนำโทเคนดิจิทัลที่ออกเองหรือออกโดยกลุ่มทุนที่มีความเกี่ยวพันขึ้นกระดานซื้อขายได้ โดยต้องเป็นโทเคนเพื่อการใช้งานจริงบนบล็อกเชนหรือ Ready-to-use Utility Token เท่านั้น การเปิดทางครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ตลาด พร้อมสร้างพื้นที่ให้นวัตกรรมเกิดขึ้นภายใต้กรอบการกำกับที่ชัดเจน มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ระบุว่า การปรับหลักเกณฑ์เกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นในช่วงกลางปี 2568 ซึ่งผู้มีส่วนร่วมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการเปิดให้ศูนย์ซื้อขายฯ ใช้โทเคนของตนเองใน ecosystem สามารถช่วยเร่งการพัฒนาเครือข่ายธุรกรรมบล็อกเชนได้จริง ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์และความเสี่ยงด้านการปั่นราคายังคงเป็นโจทย์หลักที่ต้องจัดการอย่างรัดกุม ทำให้ ก.ล.ต. ต้องเพิ่มกลไกตรวจสอบที่เข้มชัดมากขึ้นในประกาศฉบับใหม่นี้
มาตรการสำคัญคือการบังคับให้ศูนย์ซื้อขายฯ เปิดเผยรายชื่อ “บุคคลที่เกี่ยวข้อง” กับผู้ออกโทเคนบนระบบ e-reporting ของ ก.ล.ต. ครอบคลุมโทเคนทุกประเภทที่ถูกนำมาลิสต์บนกระดานไม่ว่าจะออกโดยศูนย์ซื้อขายฯ เองหรือพันธมิตรที่มีส่วนเกี่ยวโยง ข้อมูลชุดนี้จะถูกใช้เป็นฐานสำคัญในระบบ Smart Detection เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่เข้าข่าย Insider Trading ผ่านการตรวจสอบแบบ Off-site Monitoring ซึ่งออกแบบให้ตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม
ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมมองว่า มาตรการครั้งนี้ “เป็นการปลดล็อกเชิงโครงสร้าง แต่ล็อกด้านความปลอดภัยให้แน่นกว่าเดิม” โดยระบุว่า “การอนุญาตให้ Exchange Token เข้าสู่ตลาดถือเป็นการยอมรับบทบาทของศูนย์ซื้อขายใน ecosystem อย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดให้เปิดเผยรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่จะคุมเกมไม่ให้เหรียญถูกใช้เพื่อแสวงหากำไรโดยมิชอบ”
ในมุมระบบนิเวศ การเปิดช่องให้โทเคนของศูนย์ซื้อขายฯ เข้ามาอยู่ในตลาดจะช่วยผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการบนบล็อกเชนมากขึ้น ทั้งในฝั่งธุรกรรม, ค่าธรรมเนียม, หรือการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นจากระบบ e-reporting และ Smart Detection จะเป็นแรงถ่วงเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุน ภาคธุรกิจคาดว่ากฎใหม่จะทำให้สภาพคล่องและการใช้งานโทเคนมีความหมายมากขึ้น แต่อาจเพิ่มภาระต้นทุนด้าน compliance ในช่วงแรก
สำหรับโทเคนที่ลิสต์อยู่บนกระดานก่อนกฎใหม่บังคับใช้ ก.ล.ต. ให้เวลา 90 วันในการแจ้งและเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ออกโทเคน เพื่อให้มาตรฐานการกำกับดูแลเชื่อมต่อกันทั้งระบบ ถือเป็นการปิดช่องโหว่ในรุ่นเก่าและสร้างกติกาเดียวกันสำหรับทุกผู้เล่นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล









