เจาะลึก Ecosystem ใหม่: เมื่อตลาดอนุพันธ์ใหญ่กว่า Spot และ Binance กำลังกินรวบส่วนแบ่งตลาดโลก

$85.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คือตัวเลขมูลค่าการซื้อขายสะสมในตลาดอนุพันธ์คริปโตเคอร์เรนซีตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) สะท้อนให้เห็นถึงการย้ายเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากตลาด Spot เข้าสู่เครื่องมือทางการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมี Binance เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนวอลลุ่มมหาศาลนี้ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Bybit และ OKX ที่พยายามแย่งชิงส่วนแบ่งในเค้กก้อนโตนี้อย่างไม่ลดละ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดอนุพันธ์ในปี 2025 นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากการที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยเริ่มปรับกลยุทธ์เข้าหาการใช้ Leverage และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รายงานระบุว่าวอลลุ่มการซื้อขายรวมที่พุ่งสูงถึง 85.7 ล้านล้านดอลลาร์นั้น คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในส่วนของ Perpetual Futures และ Options ที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ขับเคลื่อนสภาพคล่องในอุตสาหกรรม โดยในช่วงไตรมาสที่สามของปีเพียงช่วงเดียว เราเห็นการทำสถิติวอลลุ่มรายวันพุ่งสูงจนระบบของ Exchange ขนาดเล็กบางแห่งถึงกับหยุดชะงัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความต้องการในฝั่งของตราสารอนุพันธ์นั้นมีอิทธิพลเหนือราคาตลาด Spot อย่างสมบูรณ์แบบ และกลายเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางราคาบิตคอยน์และอัลต์คอยน์ตัวจริงในยุคปัจจุบัน
ในแง่ของบทเรียนและมุมมองจากฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักต่างให้ความเห็นตรงกันว่า “สภาพคล่องคือราชา” (Liquidity is King) และนั่นคือเหตุผลที่ Binance ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่นแม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบในช่วงปีก่อนหน้า โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในฝั่งอนุพันธ์พุ่งสูงถึงเกือบ 50% ของวอลลุ่มทั่วโลก นักวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มข้อมูลออนเชนระบุว่า “ความเชื่อมั่นที่ผู้ใช้งานมีต่อระบบ Match Engine และความลึกของ Order Book ใน Binance เป็นกำแพงภาษีที่คู่แข่งรายอื่นข้ามได้ยาก” การที่ Binance สามารถรักษาระดับส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ท่ามกลางการเติบโตของคู่แข่งอย่าง Bybit และ OKX สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Infrastructure ที่สามารถรองรับ Transaction มหาศาลในระดับล้านล้านดอลลาร์ได้อย่างไร้รอยต่อ
ผลกระทบเชิงระบบจากการขยายตัวของตลาดอนุพันธ์ระดับ 85.7 ล้านล้านดอลลาร์นี้ ส่งผลให้โครงสร้างของ Ecosystem คริปโตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยการพึ่งพิงสภาพคล่องจากศูนย์ซื้อขายแบบ Centralized (CEX) เพียงไม่กี่แห่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งมันกลับสร้างความยืดหยุ่นให้กับตลาดในภาพรวม เนื่องจากมีเครื่องมือในการทำ Hedging ที่หลากหลายขึ้น ช่วยลดความผันผวนที่รุนแรงของราคาเหรียญในระยะสั้นลงได้ การที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เริ่มหันมาใช้ตลาดอนุพันธ์คริปโตเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนมาตรฐาน ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร สู่การเป็นอุตสาหกรรมทางการเงินระดับโลกที่มีมูลค่าการหมุนเวียนแซงหน้าตลาดดั้งเดิมบางประเภทไปแล้ว









