เจาะลึก $1B Crypto Tangle: เมื่อธุรกิจครอบครัว Trump กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสร้าง “เมืองหลวงคริปโตโลก”

เจาะลึก $1B Crypto Tangle: เมื่อธุรกิจครอบครัว Trump กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสร้าง “เมืองหลวงคริปโตโลก”

ข่าวสาร
January 7, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-07T090913.750

เม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการ World Liberty Financial (WLF) ของตระกูล Trump กำลังกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมและนักวิเคราะห์นโยบายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ปมผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซับซ้อนนี้อาจกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การปฏิรูปกฎหมายคริปโตที่อุตสาหกรรมเฝ้ารอ ต้องถูก “แช่แข็ง” ยาวไปจนถึงปี 2029 เนื่องจากความสุ่มเสี่ยงในการละเมิดบทบัญญัติว่าด้วยผลประโยชน์ตอบแทน (Emoluments Clause) และข้อครหาด้านการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง


สถานการณ์ความตึงเครียดนี้เริ่มต้นขึ้นจากการเปิดตัว World Liberty Financial แพลตฟอร์มคริปโตที่นำโดยบุตรชายของ Donald Trump ซึ่งมีการระดมทุนและทำข้อตกลงทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลรวมถึงการได้รับเงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มทุนต่างชาติอย่าง MGX ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การที่ประธานาธิบดีผู้มีอำนาจล้นมือในการสั่งการหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจที่กำลังแสวงหาผลกำไรในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามครั้งใหญ่เกี่ยวกับความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ Stablecoin ของโครงการในดีลระดับโลก ซึ่งนักวิจารณ์มองว่านี่ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจปกติ แต่เป็นการสร้างช่องทางที่เปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงจากต่างชาติหรือการรับสินบนในรูปแบบใหม่ที่กฎหมายปัจจุบันยังตามไม่ทัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมทางการเมืองอย่าง Corey Frayer อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของ SEC ให้ข้อสังเกตว่า “เมื่อคุณพิจารณาถึงการที่คดีความของบริษัทคริปโตบางแห่งถูกยกฟ้องหรือยุติลงในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการทำดีลธุรกิจกับครอบครัวผู้นำ ภาพที่ปรากฏออกมาจึงดูเหมือนการจ่ายค่าคุ้มครองมากกว่าการเจรจาธุรกิจทั่วไป” สอดคล้องกับความเห็นของวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ที่ระบุว่านี่คือ “ผลประโยชน์ทับซ้อนที่น่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่” ซึ่งจะส่งผลให้ทุกย่างก้าวของการออกนโยบายคริปโตถูกจับจ้องและขัดขวางโดยกระบวนการตรวจสอบของสภาคองเกรส จนกลายเป็นอัมพาตทางนิติบัญญัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในเชิงโครงสร้าง ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตระกูล Trump แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้ง Ecosystem ของคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ หากการปฏิรูปกฎหมายต้องถูกลากยาวออกไปเพราะข้อพิพาทด้านจริยธรรม สหรัฐฯ อาจสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้กับภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปที่มีกฎหมาย MiCA รองรับอยู่แล้ว ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะทำให้นักลงทุนสถาบันลังเลที่จะเข้ามาในตลาด และอาจเกิดสภาวะ “สุญญากาศทางการกำกับดูแล” ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมไม่รู้ว่าควรจะอ้างอิงเกณฑ์ใด ซึ่งสุดท้ายแล้วความพยายามที่จะทำให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงคริปโต” อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกแช่แข็งไว้ใต้กองผลประโยชน์ส่วนตัวไปจนสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2029

Related posts