จากผู้สังเกตการณ์สู่ผู้เล่นหลัก! Morgan Stanley เดินหน้าขออนุมัติ ETF คริปโตสองยักษ์ BTC-SOL

ยักษ์ใหญ่ทางการเงินที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์อย่าง Morgan Stanley สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ให้กับโลกการเงินด้วยการยื่นเอกสารลงทะเบียน (S-1) ต่อก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อขออนุมัติจัดตั้งกองทุน Morgan Stanley Bitcoin Trust และ Morgan Stanley Solana Trust เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศึกในสมรภูมิ Crypto ETF กับเจ้าตลาดเดิมอย่าง BlackRock และ Fidelity แต่ยังเป็นการยกระดับ Solana ขึ้นสู่สินทรัพย์เกรดสถาบันอย่างเต็มตัวภายใต้ร่มเงาของธนาคารชั้นนำระดับโลก
การยื่นเอกสารครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Morgan Stanley หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้เริ่มทดสอบกระแสด้วยการอนุญาตให้ที่ปรึกษาทางการเงินกว่า 15,000 ราย สามารถแนะนำกองทุน Bitcoin ETF ให้กับลูกค้าบางกลุ่มได้ตั้งแต่ปี 2024 จนกระทั่งล่าสุดในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ได้ขยายสิทธิ์การเข้าถึงให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มรวมถึงบัญชีเพื่อการเกษียณอย่าง IRA และ 401(k) โดยในรายละเอียดของกองทุนใหม่นี้ระบุว่าจะเป็นกองทุนประเภทพาสซีฟที่มุ่งเน้นการถือครองสินทรัพย์จริง (Spot) เพื่อสะท้อนราคาตลาดโดยตรง ซึ่งจุดที่น่าจับตาที่สุดคือร่างโครงสร้างของ Solana Trust ที่มีการระบุถึงกลไกการทำ Staking เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ ETF คริปโตในยุคแรกที่เน้นเพียงการติดตามราคาเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกองทุน ETF อย่าง Bryan Armour จาก Morningstar ระบุว่าการที่ธนาคารระดับ Tier-1 อย่าง Morgan Stanley ก้าวเข้ามาเป็น “ผู้ออกกองทุน” (Issuer) เอง แทนที่จะเป็นเพียงช่องทางจำหน่าย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าตลาดคริปโตได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเก็งกำไรและก้าวเข้าสู่ยุคโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างแท้จริง โดยเขากล่าวว่า “การที่สถาบันระดับนี้ขยับตัว แปลว่าพวกเขามองเห็นความต้องการที่แท้จริงจากฐานลูกค้ามหาศาล และต้องการดึงเม็ดเงินเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของตนเองแทนที่จะปล่อยให้ไหลไปสู่คู่แข่ง” นอกจากนี้ การเลือก Solana เข้ามาเป็นหนึ่งในสองผลิตภัณฑ์แรกควบคู่กับ Bitcoin ยังเป็นการตอกย้ำว่า Solana ได้รับการยอมรับในฐานะเครือข่ายบล็อกเชนที่มีเสถียรภาพและมีความต้องการเชิงพาณิชย์สูงพอที่สถาบันการเงินจะยอมรับความเสี่ยงได้
การขยับตัวครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงระบบ (Systemic Implication) อย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมกองทุนรวมและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ “Institutional Crypto Portfolio” ซึ่งปัจจุบัน Morgan Stanley แนะนำให้นักลงทุนสามารถจัดสรรพสินทรัพย์ดิจิทัลได้สูงถึง 2-4% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม การเข้ามาของกองทุนที่เป็นแบรนด์ของธนาคารเองจะช่วยลดกำแพงด้านความเชื่อมั่น (Trust Gap) ของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWI) ที่ยังกังวลเรื่องการเก็บรักษาทรัพย์สิน (Custody) และความซับซ้อนในการเข้าถึงตลาด ซึ่งอาจส่งผลให้มีเม็ดเงินระลอกใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตอีกมหาศาลในช่วงครึ่งปีแรกของ 2026 นี้









