ดูไบปิดประตูใส่ Privacy Coins! สั่งแบน Monero – Zcash พร้อมรื้อกฎ Stablecoin ใหม่ทั้งระบบ

12 มกราคม 2026 – ดูไบยกระดับมาตรฐานการเงินโลกอีกครั้ง หลังหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งดูไบ (DFSA) ประกาศบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ DIFC โดยสั่งแบน “Privacy Tokens” หรือเหรียญที่เน้นปกปิดข้อมูลธุรกรรมอย่าง Monero (XMR) และ Zcash (ZEC) โดยมีผลทันที พร้อมทั้งออกมาตรการคุมเข้ม Stablecoin เพื่อป้องกันการฟอกเงินและยกระดับความเชื่อมั่นให้นักลงทุนสถาบัน
กฎระเบียบใหม่ที่ถูกประกาศออกมาในต้นปี 2026 นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของศูนย์กลางการเงินระดับโลกอย่าง Dubai International Financial Centre หรือ DIFC ที่ต้องการปรับจูนระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ FATF โดยเนื้อหาหลักมุ่งเน้นไปที่การห้ามทำธุรกรรม การส่งเสริมการขาย รวมถึงการใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่าง Mixers หรือ Tumblers ที่ช่วยในการอำพรางเส้นทางการเงิน ซึ่งผลกระทบโดยตรงได้ตกอยู่กับกลุ่มเหรียญ Privacy Coins ยอดนิยมอย่าง Monero และ Zcash ที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบที่มาของเงินและเสี่ยงต่อการถูกใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยนโยบายนี้มีผลครอบคลุมทั้งการเทรดในตลาดรอง การจัดตั้งกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่อ้างอิงราคาเหรียญดังกล่าวภายในเขตอำนาจของ DIFC ทั้งหมด
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานกำกับดูแล Elizabeth Wallace รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกฎหมายของ DFSA ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) จะเป็นไปไม่ได้เลยหากอุตสาหกรรมยังคงยอมรับการใช้งานเหรียญที่ออกแบบมาเพื่อนิรนามโดยสมบูรณ์ ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานที่ต้องสามารถระบุตัวตนผู้โอนและผู้รับเงินได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การแบนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับเกณฑ์ “Fiat-referenced Virtual Assets” หรือ Stablecoin ให้รัดกุมขึ้น โดย DFSA กำหนดให้ Stablecoin ที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้นั้นต้องมีการค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและอยู่ในสกุลเงิน Fiat เดียวกับที่อ้างอิงเท่านั้น ซึ่งเป็นการปิดทางเหรียญ Algorithmic Stablecoin ที่ไม่มีการค้ำประกันจริงให้หลุดออกจากนิยามของ Stablecoin ที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบเชิงระบบจากการขยับตัวของดูไบในครั้งนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังอุตสาหกรรมคริปโตทั่วโลกว่า ยุคสมัยของการทำธุรกรรมแบบ “มืดสนิท” กำลังจะสิ้นสุดลงในเขตเศรษฐกิจชั้นนำ แม้ว่าในแง่หนึ่งจะดูเป็นการจำกัดเสรีภาพด้านความเป็นส่วนตัว แต่ในอีกแง่หนึ่งคือการปูพรมแดงให้กับนักลงทุนสถาบันและสถาบันการเงินดั้งเดิมให้สามารถเข้ามาในอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การผลักดันความรับผิดชอบในการประเมินความเหมาะสมของเหรียญไปที่บริษัทผู้ให้บริการ (VASP) แทนที่จะเป็นเพียงการตรวจสอบจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของดูไบที่จะสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความโปร่งใส ซึ่งคาดว่าจะเป็นโมเดลต้นแบบให้กับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังมองหาแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2026 นี้









