แรงไม่หยุด! Bitcoin ETF รับ Net Inflow ต่อเนื่องวันที่ 3 ดันสภาพคล่องทะลักตลาด

1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คือตัวเลขเม็ดเงินสุทธิที่ไหลเข้าสู่กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนในช่วงต้นเดือน มกราคม 2026 การกลับมาของแรงซื้อจากฝั่งสถาบันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพยุงราคา BTC ให้ยืนเหนือระดับสำคัญได้ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์กระแสหลัก
รายงานล่าสุดจากข้อมูลของ SoSoValue และ The Block ระบุว่ากองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้ง 11 กองในสหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินไหลเข้าสุทธิ (Net Inflow) อย่างแข็งแกร่งในวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปิดยอดเป็นบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ของสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะกองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง IBIT ของ BlackRock ที่ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่สมดุลหลังจากช่วงการทำกำไร (Profit-taking) ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Bitcoin พยายามทดสอบระดับแนวต้านสำคัญที่ 97,000 ดอลลาร์ ซึ่งการมีแรงหนุนจากฝั่ง ETF ช่วยสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับตลาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
นักวิเคราะห์จาก The Block ให้ข้อสังเกตว่าการไหลเข้าของเงินทุนในระดับพันล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ บ่งบอกว่า “ความต้องการแบบสะสม” (Pent-up Demand) ของสถาบันยังมีอยู่มาก แม้จะมีความกังวลเรื่องนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง “เรากำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรระยะสั้น ไปสู่การจัดสรรพอร์ตการลงทุนระยะยาวของกองทุนบำเหน็จบำนาญและที่ปรึกษาทางการเงิน” ผู้เชี่ยวชาญระบุเสริมว่าความต่อเนื่องของ Inflow ตลอด 3 วันนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนกว่าตัวเลขวันเดียว เพราะมันสะท้อนถึงกลยุทธ์การเข้าซื้อแบบกระจายตัว (DCA) ในระดับองค์กร มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสข่าวรายวัน
ปรากฏการณ์เงินไหลเข้าที่ต่อเนื่องนี้กำลังสร้างผลกระทบแบบโดมิโนต่อ Ecosystem ของคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะในด้านสภาพคล่อง (Liquidity) ที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดสปอต ซึ่งช่วยลดความผันผวนที่รุนแรงของราคาได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ การที่ Bitcoin ETF กลับมามีสถานะเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง ยังส่งผลทางจิตวิทยาไปยังกองทุนประเภทอื่น เช่น Ethereum ETF และ XRP ETF ที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเงินทุนไหลเข้าตามมาเช่นกัน สิ่งนี้ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) ที่เชื่อมต่อระหว่าง Wall Street และคริปโตนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้อีกต่อไปในปัจจุบัน









