จับตาจุดจบโครงสร้างพื้นฐานคริปโตสหรัฐฯ หลังยักษ์ใหญ่ Coinbase ปฏิเสธร่างกฎหมายฉบับล่าสุด

จับตาจุดจบโครงสร้างพื้นฐานคริปโตสหรัฐฯ หลังยักษ์ใหญ่ Coinbase ปฏิเสธร่างกฎหมายฉบับล่าสุด

ข่าวสาร
January 18, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-18T120053.296

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและแวดวงการเมืองสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะชะงักงัน หลังทำเนียบขาวและคณะกรรมาธิการธนาคารแห่งวุฒิสภาประกาศชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซี (Market Structure Bill) อย่างไม่มีกำหนด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทันทีหลังจาก Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ศูนย์ซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ประกาศถอนการสนับสนุน โดยระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงที่อาจทำลายระบบนิเวศนวัตกรรมและ “แบน” สินทรัพย์ดิจิทัลทางอ้อม ซึ่งหากโครงการนี้ล่มสลาย จะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมที่ประเมินค่ากว่า 3.3 ล้านล้านบาท ($100 Billion) ทั่วโลก


การตัดสินใจถอนตัวของ Coinbase ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยร่างกฎหมายหนากว่า 270 หน้า ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าผู้เล่นในอุตสาหกรรมด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดเกินคาด โดยเฉพาะมาตราที่อาจส่งผลเป็นการสั่งห้ามหุ้นในรูปแบบโทเค็น (Tokenized Equities) และการจำกัดสิทธิในการรับผลตอบแทน (Rewards) จากการถือครอง Stablecoin ซึ่งเป็นรายได้หลักส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มคริปโต ประเด็นสำคัญยังรวมถึงการให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการระงับหรืออายัดการทำธุรกรรมได้นานถึง 30-150 วัน ซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมองว่าขัดต่อหลักการกระจายศูนย์และความเป็นส่วนตัวของเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างรุนแรง ส่งผลให้การลงมติที่ควรจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ต้องถูกระงับไปโดยปริยาย

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่าการขยับตัวของ Coinbase ครั้งนี้คือการ “ลองดี” กับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไม่ได้สิ้นหวังจนต้องยอมรับกฎหมายทุกรูปแบบ โดย Brian Armstrong ให้ความเห็นว่า “เรายอมที่จะไม่มีกฎหมายเลย ดีกว่าต้องยอมรับกฎหมายที่ทำลายอนาคตของนวัตกรรม” ท่าทีดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Ripple แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภาฯ ฝ่ายค้านอย่าง Elizabeth Warren ที่มองว่าอุตสาหกรรมคริปโตกำลังพยายามเขียนกฎหมายด้วยตัวเอง และพร้อมจะล้มกระดานทันทีหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวที่ลึกซึ้งระหว่างผู้คุมกฎและผู้เล่นในตลาด

ในเชิงระบบ ผลกระทบจากการเลื่อนพิจารณาร่างกฎหมายนี้อาจส่งผลให้สหรัฐฯ สูญเสียสถานะผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับภูมิภาคอื่นที่มีความชัดเจนทางกฎหมายมากกว่า เช่น สหภาพยุโรปหรือฮ่องกง การขาดโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายที่แน่นอน (Regulatory Certainty) จะทำให้สถาบันการเงินรายใหญ่ยังคงลังเลที่จะเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัว และอาจนำไปสู่สภาวะ “Regulation by Enforcement” หรือการใช้กฎหมายผ่านการไล่ฟ้องร้องรายตัวโดย SEC ต่อไป ซึ่งจะสร้างบรรยากาศความไม่แน่นอนให้กับการลงทุนคริปโตในระยะยาว และอาจฉุดรั้งการเติบโตของระบบการเงินยุคใหม่ที่พยายามเชื่อมโยงโลกดั้งเดิมเข้ากับบล็อกเชน