ตลาดคริปโตแดงเดือด! แรงเทขายทุบมูลค่าหายกว่า 17.5 ล้านล้านบาท นักลงทุนลุ้นจุดกลับตัว

17.5 ล้านล้านบาท (500 Billion USD) คือมูลค่าตามราคาตลาดที่อันตรธานหายไปภายในสัปดาห์เดียว หลังตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับ “Perfect Storm” จากความผันผวนhttps://cryptocamping.org/18542-2/ระดับมหภาคและการถูกบังคับขาย (Liquidation) ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ Bitcoin ร่วงลงแตะระดับ 2.97 ล้านบาท ($85,000) อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางคำถามสำคัญจากนักลงทุนทั่วโลกว่า นี่คือจุดต่ำสุดเพื่อการดีดตัวกลับ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของขาลงที่รุนแรงกว่าเดิม
แรงเทขายที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2026 นี้ มีชนวนเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ทำให้นักลงทุนเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) โดยเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหลุดแนวรับทางจิตวิทยา จนกระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะ Long ในตลาดอนุพันธ์อย่างต่อเนื่อง กระแสเงินทุนไหลออกนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อนักลงทุนรายย่อย แต่ยังลามไปถึงสถาบันการเงินที่ถือครอง Spot ETF ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของการเข้าซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเบาบางลงและขยายวงกว้างจนกลายเป็นความตื่นตระหนกทั่วกระดาน
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือ “Structural Reset” หรือการปรับฐานเชิงโครงสร้างที่จำเป็นหลังจากตลาดพุ่งสูงเกินจริงในช่วงปีก่อนหน้า โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าแม้ราคาจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ระดับของ “Smart Money” ยังคงมีการเข้าสะสมในโซนแนวรับสำคัญอย่างเงียบๆ ดังคำกล่าวที่ว่า “ในขณะที่รายย่อยขายด้วยความกลัว สถาบันกำลังมองหาคุณค่าในระยะยาว” อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในระยะสั้นอาจเป็นไปได้ยากหากราคา Bitcoin ยังไม่สามารถกลับมายืนเหนือระดับ 3.15 ล้านบาท ($90,000) ได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งหากทำไม่ได้ ตลาดอาจต้องเผชิญกับสภาวะซึมยาว (Sideways Down) ต่อไปอีกหลายเดือน
ในเชิงระบบ ผลกระทบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แนบแน่นขึ้นระหว่างตลาดคริปโตและตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi) โดยการเทขายไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยวแต่สัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ DeFi ที่เผชิญกับความเสี่ยงด้าน Bad Debt จากหลักประกันที่มีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการล้างโปรเจกต์ที่ไม่มีพื้นฐานออกไปจากตลาด และเหลือเพียง Ecosystem ที่มีความแข็งแกร่งและใช้งานได้จริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับการเติบโตของอุตสาหกรรมในยุค “Post-Correction” ที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าการเก็งกำไร









