“ทรัมป์” ยื่นคำขาด! เสนอแผนปลดล็อก Shutdown เดิมพันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจแสนล้าน

ความตึงเครียดทางการเมืองสหรัฐฯ พุ่งสู่จุดเดือดเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนการครั้งสำคัญเพื่อยุติภาวะการหยุดทำงานของรัฐบาล (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเม็ดเงินมหาศาลกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 580 ล้านดอลลาร์) ต่อสัปดาห์ในระบบเศรษฐกิจ การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้เกมการเมือง แต่คือการพยายามกู้คืนความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่กำลังสั่นคลอนจากภาวะสุญญากาศทางนโยบาย ซึ่งหากแผนนี้ได้รับความเห็นชอบ จะเป็นการอัดฉีดความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ให้กับสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทันที
รายละเอียดของเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านงบประมาณที่ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องหยุดชะงัก ประชาชนและข้าราชการจำนวนมากต้องขาดรายได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังการบริโภคภายในประเทศ ข้อเสนอของทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การประนีประนอมในประเด็นที่เคยเห็นต่างกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณความมั่นคงชายแดนที่ต้องแลกเปลี่ยนกับการคุ้มครองกลุ่มผู้อพยพบางกลุ่ม การเดิมพันด้วยงบประมาณจำนวนหลายพันล้านบาทในครั้งนี้เปรียบเสมือนการพยายามต่อจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเพื่อให้กลไกของรัฐกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้างจนยากจะเยียวยา
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ระดับมหภาคเปรียบเปรยสถานการณ์นี้ว่าเหมือนกับ “รถยนต์ที่เครื่องยนต์ดับกลางอากาศ” ในขณะที่ตลาดโลกกำลังต้องการแรงส่ง การที่รัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณได้เปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลก ผู้เชี่ยวชาญมองว่าข้อเสนอนี้คือการโยนหินถามทางเพื่อดูปฏิกิริยาของตลาดและฝ่ายค้าน หากมีการยอมความกันได้จริง จะถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐฯ ยังมีช่องว่างสำหรับการเจรจา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนสถาบันใช้ประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศในช่วงไตรมาสนี้
ผลกระทบเชิงระบบที่น่ากังวลที่สุดหากแผนนี้ล้มเหลวคือการลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของคนทั้งโลกเพิ่มสูงขึ้นทันที ในทางกลับกันหากข้อเสนอนี้ผ่านการอนุมัติ เราจะได้เห็นการฟื้นตัวของดัชนีสำคัญและการกลับมาของสภาพคล่องในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากความกังวลเรื่อง “ความไม่แน่นอน” ถูกขจัดออกไป การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนอเมริกัน แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของกระแสเงินทุนโลกว่าจะไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยหรือจะกล้าเสี่ยงอีกครั้งในตลาดทุน









