CME Group เตรียมสร้าง “CME Coin” เขย่าวงการ Wall Street มุ่งเป้าใช้โทเคนแทนเงินสดวางเลเวอเรจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ CME Group (Chicago Mercantile Exchange) กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดการเงินโลก เมื่อ Terry Duffy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารออกมาเปิดเผยระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า ทางกลุ่มกำลังศึกษาแนวทางการออก “เหรียญของตัวเอง” เพื่อนำมาใช้ในระบบการวางหลักประกัน (Collateral) และการทำ Margin Call บนเครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินทุนมหาศาล ซึ่งปัจจุบัน CME มีสถานะคงค้างในตลาดคริปโตเพียงอย่างเดียวสูงถึงกว่า 1.24 ล้านล้านบาท (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์) การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระโดดเข้าหาเทรนด์ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีที่สถาบันการเงินทั่วโลกเคลื่อนย้ายความเสี่ยง
รายละเอียดของแผนการนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีโทเคนไนเซชัน (Tokenization) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดของระบบการเงินดั้งเดิมที่มักจะหยุดชะงักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือนอกเวลาทำการของธนาคาร Duffy ระบุว่า CME กำลังทำงานร่วมกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Google เพื่อทดลองใช้ระบบ “Tokenized Cash” หรือเงินสดในรูปแบบโทเคน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดสามารถโยกย้ายเงินทุนมาวางเป็นหลักประกันได้ทันทีแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องรอรอบการเคลียร์ริ่งจากธนาคารพาณิชย์แบบเดิม ซึ่งปัจจุบันกระบวนการเหล่านี้อาจใช้เวลานานและมีต้นทุนแฝงสูง การมีเหรียญเฉพาะของ CME จะเปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนพิเศษสำหรับการทำธุรกรรมภายในระบบนิเวศของตัวเองที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ผ่านระบบ Decentralized
ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือการเดินตามรอยความสำเร็จของ JPM Coin ของ JPMorgan แต่มีความสำคัญที่ลึกซึ้งกว่าในเชิงระบบ เพราะ CME คือ “ตัวกลาง” ของตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การที่ CME หันมาใช้โทเคนของตัวเองหมายถึงการดึงอำนาจการจัดการสภาพคล่องกลับมาอยู่ในมือของตลาดเอง แทนที่จะต้องพึ่งพาสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT หรือ USDC ซึ่งมีความเสี่ยงในแง่ของตัวผู้ออกและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การใช้โทเคนภายในที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulated Token) จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่กังวลเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าบล็อกเชนไม่ใช่เพียงเครื่องมือเก็งกำไรอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างหลักของ Wall Street ในอนาคต
ผลกระทบเชิงระบบจากการเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลให้การบริหารจัดการ “ความเสี่ยง” ในตลาดการเงินโลกมีความยืดหยุ่นสูงขึ้นมาก หากระบบนี้สำเร็จ จะช่วยลดโอกาสเกิดการบังคับขายทอดตลาด (Liquidation) โดยไม่จำเป็นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงแต่ธนาคารปิดทำการ นอกจากนี้ยังเป็นการปูทางไปสู่การเปิดเทรดอนุพันธ์คริปโตแบบ 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง CME ตั้งเป้าจะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 นี้ การเชื่อมโยงสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับตลาดอนุพันธ์กระแสหลักอย่างน้ำมัน ทองคำ หรือดัชนีหุ้น ผ่านหน่วยการแลกเปลี่ยนที่เป็นโทเคน จะทำให้อุตสาหกรรมคริปโตและอุตสาหกรรมการเงินแบบดั้งเดิมหลอมรวมกันจนแยกไม่ออกในที่สุด









