Gemini สั่งปลดพนักงาน 25% เซ่นพิษขาดทุน 5,300 ล้านบาท พร้อมประกาศปิดบริการ 3 ทวีป!

Gemini แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลกของสองพี่น้อง Winklevoss กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ หลังประกาศเลิกจ้างพนักงานถึง 200 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 25% ขององค์กร พร้อมเตรียมยุติการให้บริการในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทรายงานผลขาดทุนสูงถึง 159.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,310 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดด้วยการลดค่าใช้จ่ายมหาศาล และเบนเข็มความสนใจไปยังธุรกิจใหม่อย่าง “Gemini Predictions” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
รายละเอียดของเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการถอยทัพครั้งสำคัญของ Gemini ที่เคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นแถวหน้าของสหรัฐฯ โดยนอกจากปัจจัยด้านการเลิกจ้างแล้ว บริษัทยังตัดสินใจเข้าสู่โหมด “ถอนเงินอย่างเดียว” (Withdrawal-only) สำหรับลูกค้าในตลาดยุโรปและออสเตรเลียตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมเป็นต้นไป ก่อนจะปิดตัวลงถาวรในเดือนถัดมา ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างครั้งนี้คาดว่าจะสูงถึง 366 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) และงบการตลาดที่สูงลิ่วในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้สถานะทางการเงินตึงตัวเมื่อราคา Bitcoin ผันผวนต่ำกว่าระดับ 2.3 ล้านบาท (70,000 ดอลลาร์)
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลดขนาดองค์กร แต่คือการ ‘Pivot’ หรือการเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่น่าสนใจ โดยสองพี่น้อง Winklevoss กำลังมองหาแหล่งรายได้ใหม่ผ่าน “Gemini Predictions” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต (เสมือนการเก็งกำไรในผลลัพธ์ของเหตุการณ์โลก) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และมียอดปริมาณการซื้อขายสะสมทะลุ 800 ล้านบาท (24 ล้านดอลลาร์) จากผู้ใช้งานเพียงหมื่นราย นักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามหนีจาก Red Ocean ของกระดานเทรดคริปโตที่มีการแข่งขันสูงและกำไรบางลง ไปสู่ตลาดใหม่อย่างการเดิมพันเชิงพยากรณ์ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าและกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในโลก Web3
ผลกระทบเชิงระบบจากก้าวย่างของ Gemini สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “เน้นความยั่งยืนมากกว่าการขยายตัว” เมื่อยักษ์ใหญ่ที่เคยมีเงินทุนล้นมือเริ่มต้องรัดเข็มขัดและเลือกทำเฉพาะตลาดที่มีความได้เปรียบ การถอยออกจากภูมิภาคสำคัญอย่างยุโรปอาจเปิดโอกาสให้คู่แข่งรายใหญ่อื่นๆ เข้ามาครองพื้นที่แทน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนสติบริษัทเทคโนโลยีคริปโตทั่วโลก ว่าหากไม่สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางกฎระเบียบที่เข้มงวดและการตลาดที่ดุเดือด แม้แต่ชื่อชั้นระดับมหาเศรษฐีหมื่นล้านก็อาจต้องเผชิญกับสภาวะหลังพิงฝาได้เช่นกัน









