หุ้น MSTR ร่วงหนัก 8% หลัง Bitcoin แตะจุดต่ำสุดรอบปี นักลงทุนผวาซ้ำรอยวิกฤตหนี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญหน้ากับมรสุมครั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2026 เมื่อราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบปีที่ประมาณ 2,440,000 บาท ($74,000) ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ผู้ถือครองบิทคอยน์มากที่สุดในโลกอย่าง Strategy (MSTR) ต้องเผชิญกับผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) พุ่งสูงถึงกว่า 273,900 ล้านบาท ($8,300 million) ภายในชั่วข้ามคืน หลังจากหุ้น MSTR ดิ่งลงทันที 8% แรงกดดันจากการปรับตัวลดลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในปี 2025 กำลังบีบให้สถาบันการเงินต้องทบทวนกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงครั้งใหญ่
เหตุการณ์เทขายครั้งมโหฬารนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคา Bitcoin ไม่สามารถยืนระยะเหนือระดับแนวรับสำคัญได้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในตลาดฟิวเจอร์สและการชำระบัญชีโดยอัตโนมัติ (Liquidation) ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Strategy ภายใต้การนำของ Michael Saylor มีต้นทุนเฉลี่ยในการถือครองอยู่ที่ประมาณ 2,500,000 บาทต่อเหรียญ ($76,000) ซึ่งการที่ราคาในตลาดร่วงลงมาเหลือเพียง 2,440,000 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนรวมของบริษัทที่ถือครองกว่า 713,000 BTC เข้าสู่ภาวะติดลบทันที สถานการณ์นี้ถูกซ้ำเติมด้วยการไหลออกของเม็ดเงินจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับความร้อนแรงในปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำมองว่า นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของ “ทฤษฎีสินทรัพย์สำรองดิจิทัล” โดยระบุว่าพฤติกรรมราคาในปัจจุบันสะท้อนถึงความอ่อนไหวต่อปัจจัยมหภาคมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แม้ว่าผู้บริหารระดับสูงของ Strategy จะยังคงแสดงความเชื่อมั่นด้วยการเดินหน้ากวาดซื้อเพิ่มในช่วงราคาถูก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างหนี้เตือนว่า การใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีเลเวอเรจสูง (เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ) เพื่อมาซื้อสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง อาจกลายเป็นดาบสองคมหากสภาวะตลาดหมีลากยาวเกินกว่า 6 เดือน เนื่องจากภาระดอกเบี้ยและการจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิจะกลายเป็นต้นทุนคงที่ที่กัดกินสภาพคล่องของบริษัท
ผลกระทบเชิงระบบในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคาเหรียญ แต่กำลังลามไปถึงความเชื่อมั่นในระดับดัชนีตลาดหุ้น Nasdaq โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มี Bitcoin อยู่ในงบดุล หากราคา Bitcoin ยังคงเคลื่อนไหวในโซนต่ำกว่า 2,300,000 บาท ($70,000) ต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทคริปโตหลายแห่ง ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนในการระดมทุนในอนาคต นอกจากนี้ รัฐบาลหลายประเทศที่เริ่มพิจารณาใช้บิทคอยน์เป็นทุนสำรองอาจต้องชะลอการตัดสินใจออกไปเพื่อรอดูความชัดเจนของกฎระเบียบและการควบคุมความเสี่ยงที่เข้มงวดมากขึ้นจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลก









