MegaETH ประกาศแผน “ซื้อคืนโทเคน” ครั้งประวัติศาสตร์! เตรียมเปลี่ยนรายได้ Stablecoin เป็นแรงซื้อ MEGA

MegaETH Foundation สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับโลกบล็อกเชนด้วยการประกาศใช้รายได้จากการถือครอง USDM ซึ่งเป็น Stablecoin ที่สร้างผลตอบแทนได้ (Yield-bearing) มาเป็นทุนสำรองในการ “ซื้อคืน” (Buyback) โทเคน MEGA ของโปรเจกต์จากตลาดหมุนเวียน โดยกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการนำเงินปันผลจากสินทรัพย์ที่มั่นคงมาสร้างแรงซื้อต่อเนื่องให้กับเหรียญหลักของระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาสภาพคล่องภายนอก มาเป็นการสร้างวงจรการเติบโตด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนผ่านเม็ดเงินมหาศาลที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ระบบ
รายละเอียดของเหตุการณ์ในครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่ MegaETH เลือกใช้ USDM ซึ่งออกโดย Mountain Protocol เป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักของระบบ โดยความพิเศษของ USDM คือการนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งแทนที่ MegaETH จะเก็บกำไรส่วนนี้ไว้เป็นเงินทุนสำรองเฉื่อยชา พวกเขาตัดสินใจนำรายได้ส่วนเกินดังกล่าวมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อกว้านซื้อโทเคน MEGA คืนจากกระดานเทรดอย่างเป็นระบบ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการนำโมเดลธุรกิจแบบโลกการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) ที่บริษัทจดทะเบียนมักจะซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น มาประยุกต์ใช้ในโลก Web3 ได้อย่างแนบเนียนและทรงพลัง
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” ของการออกแบบเศรษฐศาสตร์โทเคน (Tokenomics) เพราะที่ผ่านมาโปรเจกต์คริปโตส่วนใหญ่มักประสบปัญหาเรื่องการสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับเหรียญ นอกเหนือจากการเก็งกำไรไปวันๆ การที่ MegaETH เชื่อมโยงมูลค่าของเหรียญเข้ากับรายได้ที่จับต้องได้จาก Stablecoin เปรียบเสมือนการสร้าง “พื้นหลัง” ที่แข็งแกร่งให้กับราคาเหรียญ เหมือนกับร้านค้าที่นำกำไรจากการขายของมาซื้อหุ้นของตัวเองคืนทุกเดือนเพื่อลดจำนวนหุ้นในตลาด ทำให้หุ้นที่เหลืออยู่มีค่ามากขึ้นโดยธรรมชาติ นักวิเคราะห์จึงมองว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ลดความเสี่ยงจากการเทขายของนักลงทุนระยะสั้นได้เป็นอย่างดี
ในเชิงระบบ ผลกระทบของกลยุทธ์นี้จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า “วงจรเชิงบวก” (Flywheel Effect) ให้กับเครือข่าย MegaETH อย่างมหาศาล ยิ่งมีผู้ใช้งานในระบบมากและมีการถือครอง USDM สูงขึ้น รายได้ที่จะนำมาซื้อคืนโทเคน MEGA ก็จะยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้สภาพคล่องของเหรียญในตลาดมีความเสถียรและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่บีบให้โปรเจกต์ Layer 2 อื่นๆ ต้องกลับมาทบทวนการจัดการคลังสมบัติ (Treasury) ของตนเอง ว่าจะทำอย่างไรให้เงินทุนที่มีอยู่ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนราคาให้กับเหรียญของโปรเจกต์ได้จริงเหมือนที่ MegaETH กำลังทำ









