เปิดประตูสู่การฟ้องร้องหมื่นล้าน! ศาลชี้ Binance แอบแก้สัญญาโดยมิชอบ

เปิดประตูสู่การฟ้องร้องหมื่นล้าน! ศาลชี้ Binance แอบแก้สัญญาโดยมิชอบ

ข่าวสาร
March 2, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-03-02T094932.595

ชัยชนะครั้งสำคัญของนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นในศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์ก (SDNY) เมื่อผู้พิพากษา Andrew L. Carter Jr. มีคำสั่งปฏิเสธคำร้องของ Binance ที่พยายามจะโอนคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) ไปยังกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เป็นความลับ โดยศาลชี้ชัดว่าการที่ Binance แอบเพิ่มข้อกำหนด “ห้ามฟ้องร้อง” เข้าไปในเงื่อนไขการใช้งาน (Terms of Use) เมื่อปี 2019 โดยไม่แจ้งเตือนผู้ใช้งานเป็นรายบุคคลนั้น “ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย” และไม่สามารถนำมาใช้ย้อนหลังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ คำตัดสินนี้ส่งผลให้คดีการขายโทเคนดิจิทัลที่ไม่ได้จดทะเบียน (Unregistered Securities) มูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้านบาท เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการไต่สวนในศาลสาธารณะเต็มรูปแบบ


1. ปมปัญหา: การแก้ไขสัญญาฝ่ายเดียว (Unilateral Modification)

หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ช่วงเวลา (Timeline) ของผู้ใช้งานกลุ่มโจทก์จากแคลิฟอร์เนีย เนวาดา และเท็กซัส ที่สมัครบัญชี Binance ระหว่าง กันยายน 2017 ถึง เมษายน 2018

  • ในขณะนั้น: สัญญาของ Binance ยังไม่มีข้อกำหนดเรื่อง “อนุญาโตตุลาการ” หรือ “การสละสิทธิ์ฟ้องแบบกลุ่ม”
  • กุมภาพันธ์ 2019: Binance ได้ทำการแก้ไขสัญญาเพื่อเพิ่มข้อกำหนดดังกล่าวเข้าไป โดยใช้วิธีเพียงแค่ “โพสต์ลงบนหน้าเว็บ”
  • มุมมองของศาล: ผู้พิพากษาอ้างอิงบรรทัดฐานจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 (Ninth Circuit) ว่า “ผู้ใช้งานไม่มีหน้าที่ต้องเข้าไปเช็คหน้าเว็บไซต์ทุกวันเพื่อดูว่าบริษัทแอบเปลี่ยนสัญญาหรือไม่” การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญระดับการริบสิทธิ์ในการฟ้องร้อง จำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนที่ชัดเจน (Actual Notice) เช่น อีเมล หรือ ป๊อปอัปให้กดตกลงใหม่

2. “สัญญาสำเร็จรูป” ที่เขียนไม่รัดกุม (Ambiguous Language)

สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในคดีนี้คือ “ความประมาท” ของฝ่ายกฎหมาย Binance ในช่วงปี 2019 โดยศาลพบว่า:

  • แม้ในสัญญาจะมีหัวข้อตัวหนาว่า “CLASS ACTION WAIVER” (การสละสิทธิ์ฟ้องแบบกลุ่ม)
  • แต่ใน เนื้อหา (Body) ของย่อหน้านั้น กลับไม่ได้ระบุรายละเอียดหรือข้อกำหนดเชิงลึกว่าผู้ใช้จะต้องสละสิทธิ์อย่างไร หรือมีผลบังคับเมื่อใด
  • หลักกฎหมาย: ตามหลักการตีความสัญญาของสหรัฐฯ หากข้อความมีความคลุมเครือ ศาลจะตีความให้เป็นโทษแก่ “ผู้ร่างสัญญา” (Drafter) เสมอ ซึ่งในที่นี้คือ Binance

3. มูลค่าความเสียหายและแรงสั่นสะเทือน (Financial Impact)

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายโทเคนหลายชนิด เช่น EOS, QSP, KNC, TRX, FUN, LEND, และ ELF ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีลักษณะเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายสหรัฐฯ (The Howey Test)

  • การแปลงมูลค่า: หากอ้างอิงจากมูลค่าการซื้อขายที่เกี่ยวข้อง คดีนี้อาจส่งผลให้ Binance ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสกุลดอลลาร์จำนวนมหาศาล ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยอาจสูงถึง 10,000 – 30,000 ล้านบาท (ประมาณการจากมูลค่า Market Cap และความเสียหายของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ณ ช่วงเวลาเกิดเหตุ)
  • สถานะปัจจุบัน: แม้ว่า CZ ผู้ก่อตั้งจะได้รับการอภัยโทษจากทรัมป์เมื่อตุลาคม 2025 ในคดีอาญา แต่คำตัดสินล่าสุดนี้พิสูจน์ว่า “คดีแพ่ง” จากภาคประชาชนนั้นเป็นคนละเรื่อง และ Binance ไม่สามารถใช้เกราะป้องกันทางกฎหมายแบบเดิมได้อีกต่อไป

Related posts