Smart Money แห่สะสม HYPE! สัญญาณบวกชัดเจนสวนทางรายย่อย ลุ้นพุ่งแรง 90% รับกระแส TradFi on DEX

Hyperliquid (HYPE) กำลังกลายเป็นดาวเด่นที่โลกการเงินต้องจับตา หลังราคาพุ่งสวนกระแสเหรียญหลักอย่าง Bitcoin และ Solana กว่า 31% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำลายข้อจำกัดของตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่เปิดให้เทรดสินทรัพย์อย่าง ทองคำ น้ำมัน และหุ้นสหรัฐฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้วอลุ่มเทรดทะลักกว่า 2.2 แสนล้านบาท (6.4 พันล้านดอลลาร์) ในวันอาทิตย์เพียงวันเดียว ขณะนี้กลไกการเผาเหรียญ (Burn) กำลังทำงานหนักกว่าการผลิตเหรียญใหม่ถึง 2 เท่า ปูทางสู่เป้าหมายราคาใหม่ที่ประมาณ 2,150 บาท ($62) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 90% จากระดับปัจจุบัน
1. เมื่อตลาดหุ้นปิด แต่ Hyperliquid ไม่เคยหลับ
จุดแข็งที่สุดของ Hyperliquid ในขณะนี้คือการดึงสินทรัพย์จากโลกการเงินเดิมมาไว้บนบล็อกเชน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปิดทำการ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกแห่มาใช้ Hyperliquid เพื่อเก็งกำไรในราคาน้ำมันและทองคำ ส่งผลให้วอลุ่มเทรดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
การที่แพลตฟอร์มสามารถรองรับการเทรดหุ้นระดับโลกอย่าง NVIDIA หรือสินค้าโภคภัณฑ์ได้ทุกวันทุกเวลา กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งข้อมูลระบุว่าวอลุ่มจากสินทรัพย์กลุ่ม TradFi เหล่านี้พุ่งขึ้นจาก 5% มาเป็นกว่า 31% ของวอลุ่มทั้งหมดในเวลาเพียงเดือนเดียว
2. กลไก “Flywheel” เผาเหรียญอัตโนมัติ
ความน่าสนใจของเหรียญ HYPE ไม่ได้อยู่ที่กระแสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน:
-
ค่าธรรมเนียม 97% ถูกนำไปซื้อคืนและเผาทิ้ง: ทุกครั้งที่มีการเทรดน้ำมัน ทอง หรือหุ้น ระบบจะนำค่าธรรมเนียมเกือบทั้งหมดไปซื้อเหรียญ HYPE ในตลาดแล้วเผาทิ้งถาวร
-
เผามากกว่าสร้าง: ปัจจุบันมีการเผาเหรียญเฉลี่ยวันละ 48,000 HYPE ขณะที่มีการผลิตเหรียญใหม่เป็นรางวัลผู้ดูแลระบบเพียง 26,000 HYPE เท่านั้น เท่ากับว่าเหรียญในระบบลดลงวันละกว่า 22,000 เหรียญอย่างต่อเนื่อง
3. Smart Money vs รายย่อย: ใครจะชนะ?
ข้อมูลจาก Nansen AI เผยให้เห็นความต่างอย่างชัดเจน “วาฬ” หรือนักลงทุนสถาบัน (Smart Money) กำลังเปิดสถานะ Long (แทงขึ้น) อย่างหนักรวมมูลค่ากว่า 295 ล้านบาท ($8.5M) ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่กลับมองลบและเปิดสถานะ Short (แทงลง) สถานการณ์นี้มักนำไปสู่ปรากฏการณ์ “Short Squeeze” หรือการที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อล้างพอร์ตฝั่งขาย ซึ่งจะเป็นแรงส่งชั้นดีให้ราคาดีดตัวแรง
4. เส้นทางสู่ 2,150 บาท (New ATH)
ในทางเทคนิค HYPE ได้กลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน (20-day EMA) ซึ่งในอดีตหากยืนระยะได้ ราคามักจะพุ่งต่ออีกกว่า 80%
-
แนวต้านสำคัญ: อยู่ที่ประมาณ 1,180 บาท ($34) หากผ่านจุดนี้ไปได้ จะมีแรงซื้อส่งต่อไปยัง 1,490 บาท ($43) * เป้าหมายสูงสุด: นักวิเคราะห์มองไปที่ 2,150 บาท ($62) ซึ่งจะเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (New All-Time High)









