ธนาคารกลางคาซัคสถานเดินหน้ากลยุทธ์ “Digital Reserve” อัดฉีด 350 ล้านดอลลาร์เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล

Astana, Kazakhstan – รัฐบาลคาซัคสถานประกาศความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ โดยธนาคารกลางคาซัคสถาน (NBK) เตรียมจัดสรรเงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งประกอบด้วยทองคำและเงินตราต่างประเทศ มูลค่ารวมกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12,500 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีคริปโตและหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน โดยแผนการเข้าซื้อครั้งนี้คาดว่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทจาก “แหล่งขุดคริปโตโลก” สู่ “นักลงทุนสถาบันระดับรัฐ” อย่างเต็มตัว
การปรับกลยุทธ์จาก “สินทรัพย์ปลอดภัย” สู่ “นวัตกรรมดิจิทัล”
ในการแถลงข่าวล่าสุดของ Timur Suleimenov ผู้ว่าการธนาคารกลางคาซัคสถาน ได้เปิดเผยว่าหน่วยงานลงทุนแห่งชาติ (National Investment Corporation – NIC) ได้รับอนุมัติให้บริหารจัดการงบประมาณก้อนแรกจำนวน 350 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,500 ล้านบาท) โดยงบประมาณก้อนนี้ถูกจัดสรรมาจากการปรับสมดุลพอร์ตสินทรัพย์สำรองที่เดิมเน้นถือครองทองคำและสกุลเงินหลัก
การเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือนการที่ครอบครัวหนึ่ง ตัดสินใจแบ่งเงินเก็บที่ใส่ไว้ใน “ทองคำแท้” บางส่วน ออกมาลงทุนใน “หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ” เพื่อโอกาสในการเติบโตที่สูงกว่าในอนาคต
ลงทุนอะไรบ้าง? (ไม่ใช่แค่การช้อนซื้อ Bitcoin)
แม้หัวข้อข่าวจะดูหวือหวา แต่ธนาคารกลางคาซัคสถานยังคงเน้นความ “รอบคอบ” ตามสไตล์สถาบันการเงินระดับประเทศ โดยระบุว่าพอร์ตการลงทุนนี้จะกระจายตัวไปยัง 3 กลุ่มหลัก:
-
Hedge Funds: ลงทุนผ่านกองทุนบริหารความเสี่ยงมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านคริปโตโดยเฉพาะ
-
Infrastructure Stocks: หุ้นของบริษัทที่ทำระบบหลังบ้านให้โลกดิจิทัล เช่น บริษัทขุดเหมือง หรือบริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชน
-
Digital Asset Reserves: สินทรัพย์ที่ถูกยึดมาจากคดีความทางกฎหมายจะถูกนำมารวบรวมไว้ในพอร์ตก้อนนี้ด้วยเช่นกัน
เป้าหมายระยะยาว: กองทุน 1,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากงบประมาณก้อนแรกนี้ รายงานยังระบุว่าคาซัคสถานตั้งเป้าที่จะขยายพอร์ตการลงทุนคริปโตให้แตะระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 35,700 ล้านบาท ในอนาคต โดยจะดึงงบประมาณเสริมจาก “National Fund” ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งที่เก็บรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ
ทำไมต้องตอนนี้?
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคาซัคสถานพยายามสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางการขุด Bitcoin อันดับต้นๆ ของโลกมาแล้ว การขยับขึ้นมาถือครองสินทรัพย์และลงทุนในระบบนิเวศโดยตรง จึงเป็นขั้นตอนที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อรองรับการเงินยุคใหม่ (Web3) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว









