Binance ปรับทัพกองทุน SAFU ปี 2026 ดึง Bitcoin กลับเข้าพอร์ตค้ำประกันมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท

Binance ปรับทัพกองทุน SAFU ปี 2026 ดึง Bitcoin กลับเข้าพอร์ตค้ำประกันมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท

ข่าวสาร
January 30, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-30T140640.036

Binance สร้างความฮือฮาให้กับวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026 ด้วยการประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างสินทรัพย์ในกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) ซึ่งเป็นกองทุนประกันความเสี่ยงสำหรับผู้ใช้งาน โดยมีการปรับเปลี่ยนจากการถือครอง Stablecoin เพียงอย่างเดียว กลับมาใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่าง Bitcoin และ Stablecoins รวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์สำรองที่มีความมั่นคงทัดเทียมกับเงินดอลลาร์ดิจิทัล


การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อความยืดหยุ่นและความมั่นคง Binance ได้เปิดเผยรายละเอียดการปรับพอร์ตโฟลิโอของกองทุน SAFU ล่าสุด โดยระบุว่าจะมีการแปลงสินทรัพย์บางส่วนจากเดิมที่เคยเป็น USDC หรือ Stablecoin 100% (ตามนโยบายเมื่อปี 2024) มาเป็นการถือครอง Bitcoin (BTC) ควบคู่ไปกับ Stablecoins ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษามูลค่ารวมของกองทุนให้อยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 34,000 ล้านบาทอย่างสม่ำเสมอ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตในปี 2026 ที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และ Bitcoin ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ที่สถาบันการเงินทั่วโลกยอมรับ ซึ่งทาง Binance มองว่าการถือครองเพียง Stablecoin อาจมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสกุลเงิน Fiat ที่หนุนหลังอยู่ ขณะที่ Bitcoin สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกักเก็บมูลค่า (Store of Value) ที่เติบโตได้ในระยะยาว พร้อมกับยังมีสภาพคล่องจาก Stablecoins เพื่อความพร้อมในการใช้งานทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

มุมมองใหม่ต่อ Bitcoin และบทเรียนจากอดีต นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ Binance ภายใต้การนำของ CEO Richard Teng ในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานบทเรียนจากอดีตเข้ากับวิสัยทัศน์ในอนาคต หากย้อนกลับไปในปี 2024 Binance เคยเทขายสินทรัพย์ผันผวนทั้งหมดเพื่อถือครอง USDC เพื่อความโปร่งใสสูงสุด แต่ในปี 2026 บริบทได้เปลี่ยนไป การนำ Bitcoin กลับเข้ามาในกองทุนสำรองฉุกเฉินไม่ได้เป็นเพียงการเก็งกำไร แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า Bitcoin มีความเสี่ยงต่ำลงและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความเห็นว่า “การมีทั้ง Hard Asset อย่าง Bitcoin และ Liquid Asset อย่าง Stablecoins เป็นการสร้างสมดุลที่ดีที่สุดสำหรับกองทุนขนาดใหญ่ เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ทั้งสองขา คือความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินตราและความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด”

นัยยะสำคัญต่อระบบนิเวศการลงทุน การขยับตัวของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนอันดับหนึ่งของโลกย่อมส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมคริปโตโดยรวม การที่กองทุน SAFU กลับมาสะสม Bitcoin เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในระดับสถาบัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้บริษัทเทคโนโลยีและกองทุนอื่นๆ พิจารณาใช้โมเดล “Hybrid Reserve” แบบเดียวกันนี้ในการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังช่วยลดความกังวลเรื่องการพึ่งพาผู้ออก Stablecoin เจ้าใดเจ้าหนึ่งมากเกินไป (Centralization Risk) ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจับตามอง การกระจายความเสี่ยงครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเกราะป้องกันผู้ใช้งาน Binance เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสินทรัพย์สำรองของอุตสาหกรรม Exchange ให้มีความรัดกุมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2026

Related posts