“Binance สยบดราม่า! ปฏิเสธใช้กฎหมายข่มขู่ ยืนหยัดความโปร่งใสท่ามกลางแรงกดดันจากเรกูเลเตอร์”

Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อข่มขู่บุคคลภายนอกหรือคู่กรณี โดยย้ำว่าทุกการกระทำเป็นไปตามกรอบกฎหมายสากล ท่ามกลางสถานการณ์ที่บริษัทถูกจับตามองอย่างหนักจากการถูกสั่งปรับมูลค่ามหาศาลกว่า 136,000 ล้านบาท (ประมาณ 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกและรักษาสภาพคล่องของตลาดที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึงหลักแสนล้านบาท ให้รอดพ้นจากภาวะความตื่นตระหนก (FUD)
ในรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า Binance พยายามใช้ทีมกฎหมายกดดันผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์บริษัทหรือหน่วยงานที่พยายามนำเสนอข้อมูลในเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกของ Binance ได้ออกมาชี้แจงว่าบริษัทเพียงต้องการรักษาความถูกต้องของข้อมูลและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในกระดานเทรด ซึ่งปัจจุบัน Binance ถือครองทุนสำรองของผู้ใช้งานทั่วโลกไว้มากกว่า 4.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 1.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) การรักษาความมั่นคงของภาพลักษณ์องค์กรจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อให้ระบบนิเวศการลงทุนยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดความระส่ำระสาย
ทางด้านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลมองว่า การปฏิเสธของ Binance ในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อลดความตึงเครียดกับหน่วยงานกำกับดูแล เปรียบเสมือนการรีเซ็ตความสัมพันธ์ครั้งใหญ่หลังจากที่ Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้งเพิ่งได้รับอิสระและมีการปรับเปลี่ยนบอร์ดบริหารชุดใหม่ การที่บริษัทเลือกใช้วิธีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแทนการตอบโต้ด้วยอารมณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพที่มากขึ้นเหมือนสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีท ซึ่งเป็นสัญญาณว่า Binance กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจาก “สตาร์ทอัพที่เติบโตรวดเร็ว” ไปสู่ “องค์กรที่มีระบบธรรมาภิบาล” เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
ในเชิงของผลกระทบเชิงระบบ การที่ Binance สามารถเคลียร์ประเด็นความขัดแย้งทางกฎหมายได้เร็วจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะในจังหวะที่ราคา Bitcoin กำลังมีความผันผวนสูงอยู่ที่บริเวณ 2,300,000 บาทต่อ 1 BTC หากยักษ์ใหญ่รายนี้ยังติดหล่มคดีความหรือถูกมองว่าใช้อำนาจมิชอบ อาจนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนมหาศาลซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเหรียญ Stablecoin และเหรียญ Altcoins อื่น ๆ ทั่วทั้งตลาด ดังนั้นการออกมาปฏิเสธและแสดงความบริสุทธิ์ใจในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การโต้ข่าว แต่เป็นการประคองความมั่งคั่งของนักลงทุนทั่วโลกไม่ให้หายไปในพริบตา









