สัญญาณ Supercycle? Bitmine กวาด ETH เข้าพอร์ตต่อเนื่อง มุ่งเป้าคุม Supply 5% ของทั้งเครือข่าย

สัญญาณ Supercycle? Bitmine กวาด ETH เข้าพอร์ตต่อเนื่อง มุ่งเป้าคุม Supply 5% ของทั้งเครือข่าย

ข่าวสาร
January 8, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-08T141242.590

มกราคม 2026 – Bitmine Immersion Technologies (BMNR) ยักษ์ใหญ่ด้านการบริหารคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ประกาศรุกคืบยุทธศาสตร์ “Ethereum-First” ครั้งสำคัญ ด้วยการทำธุรกรรมสเตก (Staking) เหรียญ ETH เพิ่มเติมมูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดรวมการสเตกในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 2.62 พันล้านดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำฐานะผู้ถือครอง ETH รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นในอัปเกรดเชิงโครงสร้างของเครือข่าย Ethereum ในระยะยาว


Bitmine Immersion Technologies ภายใต้การนำของ Tom Lee กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสถาบันการเงินในการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล โดยล่าสุดบริษัทได้ดำเนินการโอนย้ายเหรียญ Ethereum จากคลังเก็บส่วนกลางเข้าสู่สัญญาการสเตก (Staking Contract) อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2026 นี้ ซึ่งการอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 60 ล้านดอลลาร์ในรอบล่าสุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านสินทรัพย์จากสถานะ “Static” หรือการถือครองไว้เฉยๆ ไปสู่ “Productive Assets” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนแบบ Passive Income ได้โดยตรงจากกลไก Proof-of-Stake ของเครือข่าย ปัจจุบัน Bitmine ถือครองเหรียญ ETH รวมกว่า 4.14 ล้านโทเค็น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3.43% ของอุปทานเหรียญทั้งหมดในตลาด และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการขยับตัวเลขนี้ให้ไปถึง 5% ภายใต้กลยุทธ์ที่พวกเขาเรียกว่า “Alchemy of 5%” ซึ่งจะทำให้ Bitmine กลายเป็นหนึ่งในผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ Bitmine เลือกที่จะสเตกเหรียญในปริมาณมหาศาลเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานของ Ethereum ที่เหนือกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ โดย Tom Lee ประธานของ Bitmine ได้ระบุว่า “เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ถือครอง ไปสู่การเป็นโครงสร้างหลักของเครือข่าย” ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่าการเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “Digital Bond” หรือพันธบัตรดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระดับ 2.8% ถึง 3.5% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนสถาบันในยุคที่ตลาดทุนดั้งเดิมมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ การที่ Bitmine เตรียมเปิดตัว Made-in-America Validator Network (MAVAN) ในไตรมาสแรกของปี 2026 ยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาตัวกลางและเพิ่มอัตรากำไรสุทธิจากการสเตกให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยตรง

ผลกระทบเชิงระบบจากการรุกหนักของ Bitmine กำลังสร้างปรากฏการณ์ “Supply Shock” ขนาดย่อมในตลาด Ethereum เนื่องจากการนำเหรียญจำนวนมหาศาลออกจากระบบหมุนเวียนไปล็อกไว้ใน Staking Contract ช่วยลดแรงเทขายในตลาด Spot อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคิวการรอเข้าเป็น Validator (Entry Queue) ที่ปัจจุบันมีความหนาแน่นสูงถึงเกือบ 1 ล้าน ETH แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงแค่ Bitmine เท่านั้นที่กำลังแย่งชิงพื้นที่ในระบบ Proof-of-Stake แต่เป็นกระแสหลักของสถาบันการเงินที่เริ่มมองเห็นว่า Ethereum คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต การสะสมพลังของ Bitmine ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกำไรระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานเพื่อครองอำนาจนำในระบบนิเวศ Ethereum ที่กำลังเข้าสู่ช่วง Supercycle ตามการคาดการณ์ของตลาด

Related posts