กลยุทธ์วาฬ BitMine: ช้อน ETH $417 ล้านช่วงขาลง สะสมแตะ 3 ล้านเหรียญ เตรียมครองตลาด

บริษัท BitMine Immersion Technologies จุดกระแสในวงการคริปโตอีกครั้ง หลังทุ่มซื้อ Ethereum (ETH) เพิ่มอีก 104,336 เหรียญ มูลค่ารวมกว่า $417 ล้าน ท่ามกลางภาวะตลาดขาลง สะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวต่อเหรียญอันดับสองของโลกนี้ ข้อมูลจาก Lookonchain ซึ่งอ้างอิงจาก Arkham เผยว่า การซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านธุรกรรม 7 รายการ จากกระเป๋าเงินของ Kraken และ BitGo ก่อนโอนเข้าสู่กระเป๋าใหม่ 3 ใบที่เชื่อว่าเป็นของ BitMine แม้บริษัทยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณจาก onchain ก็ชัดเจนว่า “วาฬรายใหญ่อย่าง BitMine กำลังขยับตัวอีกครั้ง”
BitMine: วาฬ Ethereum ตัวจริง
จากข้อมูลอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม BitMine ถือครอง 3.03 ล้าน ETH มูลค่ารวมกว่า $12.2 พันล้าน ทำให้บริษัทเป็นผู้ถือครอง Ethereum รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นบริษัทที่มีคลังคริปโตใหญ่อันดับสอง รองจากอาณาจักรของ Michael Saylor แห่ง Strategy บริษัทภายใต้การนำของ Tom Lee ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat มีเป้าหมายระยะยาวที่ทะเยอทะยาน — การครอบครอง 5% ของอุปทาน Ethereum ทั้งหมดในระบบ เพื่อสนับสนุนบทบาทของ ETH ในโลกการเงินยุคใหม่ Lee ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Ethereum โดยในงาน Korea Blockchain Week เมื่อเดือนก่อน เขากล่าวว่า “ทั้ง Wall Street และทำเนียบขาวจะเลือก Ethereum เป็นรากฐานของระบบ blockchain ในอนาคต เพราะมันคือเครือข่ายที่เป็นกลางอย่างแท้จริง”
ช้อนช่วงขาลง สะท้อนความมั่นใจของ “ผู้เล่นใหญ่”
ดีลนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตทั่วโลกอยู่ในภาวะซบเซา โดยราคา ETH ร่วงกว่า 8.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เหลือเพียง $4,028 ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $4,946 ราว 18.5% ตลาดเพิ่งผ่านเหตุการณ์ liquidation ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ท่าทีของ BitMine กลับสวนทางใช้โอกาส “ตลาดกลัว” เพื่อ “เข้าซื้ออย่างมั่นใจ“ Paul Howard ผู้อำนวยการอาวุโสของ Wincent กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “คนที่ถูกล้างพอร์ตออกไปคือกลุ่ม evangelists ของคริปโต พวกเขาเชื่อมั่นในสินทรัพย์นี้อย่างสุดหัวใจ และพวกเขาจะกลับมาเสมอ”
“ซื้อเวลาคนกลัว” สูตรคลาสสิกของวาฬคริปโต
การเคลื่อนไหวของ BitMine ครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ “ช้อนช่วงขาลง” ที่นักลงทุนระดับตำนานใช้กันมานาน และอาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังมองเห็นโอกาสทอง ก่อนคลื่นใหม่ของตลาดคริปโตจะเริ่มต้นอีกครั้ง









