CEO BlockFills ประกาศลาออก หลังบริษัทขาดทุนยับ 2,500 ล้านบาท – สั่งระงับถอนเงินลูกค้าทันที!

CEO BlockFills ประกาศลาออก หลังบริษัทขาดทุนยับ 2,500 ล้านบาท – สั่งระงับถอนเงินลูกค้าทันที!

ข่าวสาร
February 26, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-02-26T153518.341

BlockFills แพลตฟอร์มเทรดคริปโตรายใหญ่สำหรับสถาบัน ตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนอย่างหนัก หลังจาก Nicholas Hammer ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที เซ่นปมบริษัทเผชิญผลขาดทุนมหาศาลกว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,550 ล้านบาท) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงจนทำให้บริษัทต้องสั่งระงับการฝากและถอนเงินของลูกค้าตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดมีรายงานว่าบริษัทกำลังเร่งเจรจาหาผู้ซื้อรายใหม่เพื่อพยุงกิจการที่กำลังวิกฤตในขณะนี้


พายุที่โหมกระหน่ำ: เมื่อสภาพคล่องกลายเป็นศูนย์ เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือน “โดมิโน” ตัวใหม่ในโลกคริปโต เมื่อ BlockFills ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งของเหล่านักลงทุนสถาบันและกองทุน Hedge Fund ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการปล่อยกู้ (Lending) ที่ผิดพลาด โดยสาเหตุหลักเกิดจากหลักประกัน (Collateral) ที่ลูกค้าวางไว้มีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็วตามสภาพตลาด จนทำให้เกิดส่วนต่างผลขาดทุนสูงถึง 2,550 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าที่เงินทุนสำรองของบริษัทจะรับไหว

การเปลี่ยนผ่านท่ามกลางวิกฤต การลาออกของ Nicholas Hammer ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารธรรมดา แต่คือการส่งสัญญาณว่า “โมเดลธุรกิจเดิมเริ่มไปต่อไม่ได้” โดยในระหว่างนี้ Joseph Perry ได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งรักษาการ CEO (Interim CEO) เพื่อสะสางปัญหาเฉพาะหน้า โดยภารกิจหลักคือการรักษาทรัพย์สินที่เหลืออยู่และดูแลกระบวนการขายกิจการให้กับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สนใจจะเข้ามาชุบชีวิตแพลตฟอร์มนี้อีกครั้ง

ชะตากรรมของเงินลูกค้า? ในขณะนี้ สถานะการทำธุรกรรมบน BlockFills ยังคงถูก “แช่แข็ง” (Frozen) โดยทางบริษัทระบุว่าเป็นการระงับไว้ชั่วคราวเพื่อปกป้องผลประโยชน์โดยรวม อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าลูกค้าบางรายที่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าได้ทำการถอนเงินออกไปได้ทันก่อนการปิดระบบ แต่สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ที่ยังติดค้างอยู่ ความหวังเดียวในตอนนี้คือการที่ BlockFills จะสามารถปิดดีลขายกิจการได้สำเร็จ เพื่อนำเงินทุนมาคืนสภาพคล่องให้แก่ผู้ใช้บริการ

บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ: กรณีของ BlockFills เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า แม้จะเป็นสถาบันการเงินที่ดูน่าเชื่อถือ แต่หากบริหารความเสี่ยงในตลาดที่มีความผันผวนสูงได้ไม่ดีพอ ก็สามารถเกิดเหตุการณ์ “เงินช็อต” ได้ไม่ต่างจากแพลตฟอร์มรายย่อย การจับตาดูว่าใครจะเป็นผู้เข้ามาซื้อกิจการ (White Knight) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ชี้ชะตาว่าเงินของนักลงทุนมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านบาทนี้ จะได้คืนมาหรือไม่