สงครามเย็นพ่นพิษ! Bitcoin เผชิญความเสี่ยงขาลง หลัง Trump เปิดศึกท้าทายอิสระของ Fed

ความผันผวนของราคา Bitcoin กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งด้วยมูลค่าที่แกว่งตัวรุนแรงเหนือระดับ $90,000 หลังจากความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่าง Jerome Powell พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของนโยบายดอกเบี้ย แต่คือการเดิมพันกับ “ความเป็นอิสระ” ของสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีเข้าสู่โซนอันตรายในระยะสั้น
สถานการณ์ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มส่งสัญญาณความเปราะบางอย่างเห็นได้ชัดในช่วงต้นปี 2026 เมื่อราคา Bitcoin เริ่มสูญเสียโมเมนตัมขาขึ้นหลังจากพยายามทดสอบระดับแนวต้านสำคัญ สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันทางมหภาคที่เพิ่มขึ้นจากการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ภายใต้การกดดันของฝ่ายบริหาร เริ่มมีการสอบสวนที่พุ่งเป้าไปที่ Jerome Powell ประธาน Fed เกี่ยวกับการให้ถ้อยคำต่อสภาคองเกรสในอดีต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีอย่างต่อเนื่องจาก Donald Trump ที่ต้องการให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของ Fed ที่ยังคงเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเศรษฐกิจ (Data-Driven) เป็นหลัก นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลว่าหากความเป็นอิสระของ Fed ถูกสั่นคลอน จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐฯ และระบบการเงินแบบดั้งเดิมลดลง ซึ่งแม้ในทางทฤษฎีจะเป็นผลดีต่อ Bitcoin ในฐานะ “Safe Haven” แต่ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองมักจะขับเคลื่อนให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือครองเงินสดไว้ก่อนเสมอ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนระบุว่า ตลาดคริปโตในขณะนี้กำลังติดอยู่ใน “กับดักแห่งความไม่แน่นอน” โดย Jeff Mei ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BTSE ให้ข้อสังเกตว่า “ความขัดแย้งระหว่าง Trump และ Fed อาจทำให้ตลาดเข้าสู่สภาวะชะงักงันหรือปรับตัวลดลงเมื่อตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ เนื่องจากนักลงทุนสถาบันไม่ชอบความเสี่ยงที่เกิดจากการแทรกแซงทางการเมือง” สอดคล้องกับความเห็นของ Peter Chung หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Presto Research ที่มองว่าแม้ราคา Bitcoin จะดีดตัวขึ้นชั่วคราวจากข่าวความวุ่นวายของดอลลาร์ แต่การที่ Bitcoin ไม่สามารถยืนระยะเหนือ $92,000 ได้ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างตลาดเริ่มอ่อนแรง และหากสถานการณ์ทางกฎหมายระหว่างขาวโฮม (White House) และ Fed รุนแรงขึ้น เราอาจเห็นการปรับฐานครั้งใหญ่ลงไปสู่ระดับ $85,000 หรือต่ำกว่านั้นได้ไม่ยาก
ผลกระทบเชิงระบบจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคาบนกระดานเทรดเท่านั้น แต่มันกำลังสั่นคลอน Ecosystem ของคริปโตในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของกระแสเงินทุนไหลเข้า (Capital Inflows) ผ่านกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลง ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้เกิดสภาวะ Risk-off ในหมู่นักลงทุนกระแสหลักที่เริ่มมองว่า Bitcoin อาจมีความผันผวนสูงเกินกว่าจะรับมือได้ในสถานการณ์ที่ทิศทางดอกเบี้ยไม่ชัดเจน นอกจากนี้ การที่นโยบายการเงินถูกทำให้กลายเป็นเรื่องการเมือง (Politicization of Monetary Policy) ยังทำให้การคาดการณ์สภาพคล่องในตลาดทำได้ยากขึ้น หาก Fed ถูกบีบให้ลดดอกเบี้ยตามคำสั่งทางการเมืองจริง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นรอบใหม่ ซึ่งนั่นจะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของ Bitcoin ว่าจะเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อได้จริง หรือจะเป็นเพียงสินทรัพย์ที่ปรับตัวตามกระแสสภาพคล่องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น









