DSI บุกค้น 5 จุด โยงคดี Worldcoin สแกนม่านตา 1.2 ล้านคน พบพิรุธ MOU สายฟ้าแลบ

8 มกราคม 2569 — กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยกระดับคดีพิเศษที่ 148/2568 ขึ้นสู่ขั้นสูงสุด หลังรวบรวมพยานหลักฐานพบความผิดปกติในการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) ของคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย ผ่านแคมเปญสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีของโครงการ Worldcoin ล่าสุดนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด รวมถึงบริษัทในเครือ TIDC และบ้านพักผู้บริหาร เร่งตรวจสอบเส้นทางข้อมูลชีวภาพที่อาจถูกถ่ายโอนไปยังต่างประเทศ และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังพบหลักฐานการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอีและกองทุนสิงคโปร์ในอดีตอาจเป็นเพียง “ฉากบังหน้า”
แรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการเงินดิจิทัลไทยทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนปัจจุบัน สั่งตรวจสอบเชิงลึกถึงที่มาของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีและบริษัท Prime Opportunity Fund VCC จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2567 โดยพบข้อพิรุธสำคัญในเรื่องของกรอบระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการเพียง 3 วัน ตั้งแต่การริเริ่มจนถึงการลงนามที่มีอดีตรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญระดับประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน ความเร่งรีบผิดปกตินี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประตูให้โครงการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี หรือที่รู้จักกันในนาม Worldcoin เข้าถึงฐานข้อมูลชีวภาพของคนไทยในวงกว้าง จนนำไปสู่การประสานงานร่วมกับสำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อสืบหาความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินดิจิทัลข้ามชาติที่ใช้โครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) เป็นตัวชูโรง
ในมุมมองทางเทคนิคและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า “ม่านตา” คือข้อมูลที่มีความปลอดภัยและเฉพาะเจาะจงสูงเทียบเท่ากับรหัสพันธุกรรม (DNA) ซึ่งหากข้อมูลนี้หลุดรอดไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้าง “บัญชีม้าดิจิทัล” หรือการปลอมแปลงตัวตนในระบบออนไลน์ที่ยากจะตรวจสอบได้ โดยในการสอบสวนครั้งนี้ ดีเอสไอได้เรียกสอบบุคคลสำคัญทั้งจาก ก.ล.ต., ETDA, PDPC และผู้เชี่ยวชาญด้านไอที รวมถึงบริษัทตัวแทนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitkub เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเหรียญดังกล่าว ประเด็นสำคัญคือจนถึงปัจจุบัน ก.ล.ต. ยังไม่มีการรับรองว่าเครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายที่โครงการอาศัยจังหวะนี้เก็บข้อมูลคนไทยไปแล้วกว่าล้านรายโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ทราบถึงปลายทางที่แท้จริง
ผลกระทบเชิงระบบในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความเสี่ยงรายบุคคล แต่สั่นคลอนถึงความเชื่อมั่นใน Ecosystem ดิจิทัลของประเทศไทยทั้งหมด ปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 5 จุดสำคัญในวันนี้ ซึ่งรวมถึงอาคารเกษรทาวเวอร์และบ้านพักของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซีฯ มีเป้าหมายชัดเจนในการยึดอายัดอุปกรณ์สแกนและเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้จัดเก็บข้อมูล เพื่อพิสูจน์ทราบว่าข้อมูลม่านตาถูกจัดเก็บไว้บนระบบ Cloud หรือมีการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรหรือไม่ การเชื่อมโยงระหว่างบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเก็บข้อมูลมหาศาลนี้ หากพบว่ามีการนำข้อมูลชีวภาพไปใช้ในทางมิชอบจริง จะถือเป็นคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และอาจนำไปสู่การสังคายนาข้อตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนต่างชาติในอนาคต









