Gold Rush 2026! เมื่อทองคำพุ่งทะลุ 182,500 บาทต่อออนซ์ ทิ้งห่าง “Digital Gold” ที่ยังติดกับดักความผันผวน

โลกการเงินสั่นสะเทือนเมื่อ ราคาทองคำพุ่งแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 182,500 บาทต่อออนซ์ สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2026 โดยการทะยานขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและการเข้าซื้ออย่างบ้าคลั่งของธนาคารกลางทั่วโลก ทิ้งห่าง Bitcoin หรือที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ซึ่งปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบและสูญเสียแรงส่งในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ
แรงผลักดันมหาศาลที่พาให้ทองคำทะลุแนวต้านสำคัญที่ 5,000 ดอลลาร์ (182,500 บาท) มาจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งความขัดแย้งทางการค้าระหว่างขั้วอำนาจใหญ่และตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่ยังไม่นิ่ง ส่งผลให้นักลงทุนระดับสถาบันเปลี่ยนทิศทางการไหลของเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) เข้าสู่โลหะมีค่าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ปริมาณการซื้อขายทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ Bitcoin กลับเผชิญกับแรงเทขายเพื่อถือเงินสดในช่วงที่ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนกจากนโยบายภาษีศุลกากรใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างของการเคลื่อนไหวที่สวนทางกัน (Divergence) ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองประเภทอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำตั้งข้อสังเกตว่า “พฤติกรรมของตลาดในรอบนี้สะท้อนว่าทองคำยังคงเป็นราชาแห่งความมั่งคั่งที่จับต้องได้ในยามวิกฤต” ซึ่งต่างจาก Bitcoin ที่เริ่มถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์สภาพคล่อง (Liquidity Asset) มากกว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Crisis Hedge) โดย Greg Cipolaro หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก NYDIG ระบุว่าเมื่อความไม่แน่นอนพุ่งสู่ขีดสุด นักลงทุนจะมองหาความมั่นคงที่เป็นระบบดั้งเดิม ซึ่งทองคำพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่าในสภาวะที่ความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัลเริ่มมีความผันผวนตามนโยบายกำกับดูแลของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้น บทเรียนครั้งนี้กำลังย้ำเตือนนักลงทุนว่าคำนิยามของ “สินทรัพย์ปลอดภัย” อาจต้องถูกพิจารณาใหม่ตามบริบทของสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน
ผลกระทบจากการที่ทองคำแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ (182,500 บาท) ไม่ได้จบลงเพียงแค่ตัวเลขในกระดานเทรด แต่มันกำลังส่งสัญญาณถึงการปรับโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ (De-dollarization) ที่รุนแรงขึ้น เมื่อธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐและหันมาสะสมทองคำแท่งแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรทางการเงิน ในขณะที่ระบบนิเวศของคริปโตเคอร์เรนซีอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการดึงดูดเม็ดเงินใหม่ หากยังไม่สามารถสร้างเสถียรภาพและพิสูจน์ตัวเองได้ในฐานะ Store of Value ที่แท้จริงในยามสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก การแยกทางของราคาทองคำและ Bitcoin ในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด









