MicroStrategy อ่วม! หุ้น MSTR ดิ่งเหวรับต้นปี หลังพอร์ต Bitcoin ขาดทุนทางบัญชีกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท

ยักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์ที่ผันตัวเป็นเจ้าพ่อ Bitcoin อย่าง MicroStrategy (MSTR) กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี เมื่อราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนักกว่า 10% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าบริษัทในตลาด (Market Cap) ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ Bitcoin ที่ถือครองอยู่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยสาเหตุหลักมาจากสภาวะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ซบเซาจนทำให้บริษัทมียอดขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) สูงถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 31,230 ล้านบาท ท่ามกลางคำถามจากเหล่านักลงทุนว่ากลยุทธ์การกู้เงินมาซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลของ Michael Saylor นั้นยังคงมีความยั่งยืนอยู่หรือไม่ในสภาวะดอกเบี้ยสูงเช่นนี้
เหตุการณ์ความผันผวนครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงรอยต่อของปี 2025 เข้าสู่ปี 2026 โดยราคาได้หลุดจากระดับแนวรับสำคัญที่ประมาณ 2.8 ล้านบาท ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในโซน 2.5 – 2.6 ล้านบาท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนเฉลี่ยของ MicroStrategy ที่สะสมมาอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า เมื่อมูลค่าของเหรียญในคลังลดลงประกอบกับความกังวลเรื่องภาระหนี้สินที่บริษัทกู้ยืมมาเพื่อสะสมบิตคอยน์ ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มเทขายหุ้น MSTR เพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงสู่ระดับที่น่ากังวลและทำให้ค่า mNAV หรืออัตราส่วนมูลค่าหุ้นต่อสินทรัพย์สุทธิลดลงจนเกือบเท่ากับ 1.0 ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังมองว่าธุรกิจหลักของบริษัทแทบไม่มีมูลค่าเหลืออยู่นอกเหนือจากบิตคอยน์ที่ถือครองไว้
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเปรียบเทียบสถานการณ์ของ MicroStrategy เหมือนกับ “บ้านที่กู้เงินมาซื้อทองคำ” โดยที่เจ้าของบ้านเชื่อมั่นว่าทองคำจะมีราคาสูงขึ้นในระยะยาวจนสามารถครอบคลุมดอกเบี้ยและหนี้สินได้ทั้งหมด แต่เมื่อราคาทองคำนิ่งหรือลดลงในขณะที่ดอกเบี้ยยังคงต้องจ่ายตามกำหนด ความกดดันจึงตกมาอยู่ที่สภาพคล่องของบริษัท นักวิเคราะห์จากหลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่าการที่ Michael Saylor ประกาศจัดตั้งเงินทุนสำรองเป็นเงินสดกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ หากบิตคอยน์ไม่สามารถกลับเป็นขาขึ้นได้ตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าในทางทฤษฎีบริษัทจะยังไม่ต้องขายบิตคอยน์ออกมาจริงๆ ตราบใดที่ยังมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอ
ผลกระทบเชิงระบบจากกรณีนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ MicroStrategy เท่านั้น แต่มันกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อ “Bitcoin Treasury Strategy” หรือการใช้บิตคอยน์เป็นทุนสำรองของบริษัทจดทะเบียน หากพี่ใหญ่อย่าง MSTR ไม่สามารถประคองตัวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ อาจทำให้บริษัทอื่นๆ ที่คิดจะเดินตามรอยต้องชะลอแผนการออกไปอย่างไม่มีกำหนด นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงที่แนบแน่นระหว่างราคาหุ้น MSTR และ Bitcoin ยังสร้างวงจรที่เรียกว่า “Leverage Loop” ซึ่งหากราคาบิตคอยน์ดิ่งหนักจนเกิดการบังคับขายหรือการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ มันอาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดแรงเทขายมหาศาลในตลาดคริปโตทั่วโลก กระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินดิจิทัลในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้









