นักวิเคราะห์เตือน! “ทฤษฎี Cycle” เดิมของ Bitcoin กำลังกลายเป็นกับดักที่อันตรายที่สุดในทศวรรษ

$100,000 อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความผันผวนบทใหม่ เมื่อเหล่านักลงทุน Bitcoin ทั่วโลกกำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่โดยอิงจาก “สถิติย้อนหลัง” (Cycle History) ว่าราคาจะต้องพุ่งทะยานตามรอยเดิม แต่ทว่าสัญญาณจากโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงกำลังบ่งชี้ว่า การยึดติดกับตำราเล่มเก่าอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดทางการเงินที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนราคาในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่แรงเก็งกำไรจากรายย่อยอีกต่อไป
ความเชื่อเรื่องวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ที่ผูกโยงกับปรากฏการณ์ Halving กำลังถูกท้าทายอย่างหนักในปัจจุบัน เมื่อพฤติกรรมราคา (Price Action) เริ่มออกห่างจากโมเดลเดิมที่เคยทำนายได้อย่างแม่นยำในอดีต ข้อมูลล่าสุดระบุว่าการเข้ามาของ Spot Bitcoin ETF และเม็ดเงินจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ได้เข้ามาทำลายกลไกอุปสงค์และอุปทานแบบเดิม ส่งผลให้วงจรของตลาดอาจสั้นลงหรือขยายตัวในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด การที่นักเทรดส่วนใหญ่ตั้งตารอ “Bull Run” ตามกรอบเวลาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2017 หรือ 2021 จึงกลายเป็นการสร้างจุดบอดในการบริหารความเสี่ยง เพราะในขณะที่ทุกคนรอคอยจุดสูงสุดตามปฏิทิน ตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะ “Left-Translated Cycle” หรือการทำจุดสูงสุดที่เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งหากนักลงทุนไม่ปรับตัวและยังคงถือครองสินทรัพย์เพื่อรอตัวเลขที่ไม่มีวันมาถึง พวกเขาอาจต้องเผชิญกับการปรับฐานที่รุนแรงโดยไม่มีแผนสำรองรองรับ
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัล การยึดติดกับอดีต (Recency Bias) คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของการลงทุนในยุคเปลี่ยนผ่าน “การมองว่า Bitcoin จะต้องทำซ้ำพฤติกรรมเดิมเพียงเพราะมันเคยเกิดขึ้น 3 ครั้งก่อนหน้า คือการละเลยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสภาพคล่องโลก” นักวิเคราะห์ระบุว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่เรียกว่า ‘The Biggest Financial Mistake of the Decade’ หากเราประเมินความสำคัญของปัจจัยมหภาคและนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่ำเกินไป Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวในสุญญากาศอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลักที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างแนบแน่น ดังนั้นการใช้เพียงแค่กราฟ Halving มาเป็นเครื่องมือตัดสินใจเพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
ผลกระทบเชิงระบบจากการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อ Ecosystem ของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด เมื่อ Bitcoin เริ่มสูญเสียคุณลักษณะของ Cycle แบบเดิม เหรียญทางเลือกหรือ Altcoins ที่มักจะวิ่งตามรอบของ BTC ก็จะมีความผันผวนที่ไม่สามารถคาดเดาได้มากขึ้น การไหลเวียนของเงินทุนจะไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงจาก Bitcoin ไปยังเหรียญขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเน้นไปที่สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานรองรับหรือมีการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม (Utility) การปรับตัวของนักลงทุนสถาบันจะทำให้ตลาดมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะลดทอนความรุนแรงของ “Moon Mission” แบบที่รายย่อยถวิลหา นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนต้องเลือกว่าจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยึดติดกับตำราที่กำลังหมดอายุ หรือจะเป็นผู้เล่นที่ปรับกลยุทธ์ตามพลวัตใหม่ของโลกการเงิน









