ประธาน SEC คนใหม่รับ “เราพลาดไปมาก” เตรียมเปิดเกมรุกทวงคืนความเป็นผู้นำคริปโตโลก

ในการแถลงนโยบายครั้งสำคัญของ Paul Atkins ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) สหรัฐฯ เขาได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าสหรัฐฯ “พลาดโอกาส” อย่างรุนแรงในการวางรากฐานคริปโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมนวัตกรรมบางส่วนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ โดยในยุคของเขาจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจาก “การกำกับดูแลด้วยการฟ้องร้อง” (Regulation by Enforcement) ไปสู่การสร้างโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจนผ่าน “Project Crypto” เพื่อดึงเม็ดเงินมหาศาลกลับสู่แผ่นดินอเมริกา พร้อมระบุว่ามูลค่าความเสียหายจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปในอดีตนั้นมีมูลค่ามหาศาล (อ้างอิงจากการลดลงของค่าปรับที่เก็บได้จากปี 2024 ที่สูงถึงหลายพันล้านเหรียญ เหลือเพียงประมาณ 4,400 ล้านบาท ในปี 2025 ภายใต้นโยบายใหม่)
จาก “ศัตรู” สู่ “พันธมิตร”: ความเปลี่ยนแปลงใน SEC Paul Atkins ได้ตอกย้ำว่าภายใต้การนำของเขา SEC จะไม่มีเป้าหมายในการไล่ล่าโปรเจกต์คริปโตแบบเหวี่ยงแหอีกต่อไป โดยเขามองว่าเหรียญคริปโตส่วนใหญ่ “ไม่ใช่หลักทรัพย์” (Securities) ซึ่งถือเป็นการหักล้างแนวคิดเดิมของอดีตประธาน Gary Gensler อย่างสิ้นเชิง Atkins เปรียบเทียบว่านโยบายเดิมเหมือน “เขาวงกตกับระเบิด” ที่ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการหวาดกลัว จนต้องย้ายฐานการผลิตและเงินทุนออกนอกประเทศ
Project Crypto: อาวุธใหม่ของ SEC หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการสร้าง “Token Taxonomy” หรือการจัดกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนเหมือนการแยกประเภทผลไม้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเหรียญไหนคืออะไร และต้องทำตามกฎหมายข้อไหนกันแน่ นอกจากนี้เขายังมีแผนที่จะ:
-
อนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่: เช่น ผลิตภัณฑ์ฝากเงินในรูปแบบโทเคน (Tokenized Deposits) ของธนาคาร
-
ผลักดันตลาด On-chain: สนับสนุนให้หุ้น พันธบัตร และเงินดอลลาร์ ขยับเข้ามาซื้อขายบนระบบบล็อกเชนเพื่อความรวดเร็วและต้นทุนที่ต่ำลง
-
เน้นปราบปรามการฉ้อโกงจริง: Atkins ยืนยันว่า “ฉ้อโกงคือฉ้อโกง” (Fraud is fraud) เขาจะยังคงเดินหน้าจัดการกับมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนอย่างเด็ดขาด แต่จะไม่เข้าไปยุ่งกับบริษัทที่ตั้งใจสร้างเทคโนโลยีจริงๆ
สถิติที่น่าสนใจ: การผ่อนปรนที่เห็นผล รายงานจาก Cornerstone Research ระบุว่า ในปีแรกของ Atkins (ปี 2025) SEC มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับคริปโตเพียง 13 กรณี ลดลงจาก 33 กรณีในปี 2024 หรือลดลงกว่า 60% ขณะที่ค่าปรับรวมอยู่ที่ประมาณ 4,420 ล้านบาท ($142 million) ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง 3% ของยอดค่าปรับในปี 2024 สะท้อนให้เห็นถึงการลดแรงปะทะกับอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน









