ก.ล.ต. เอาจริง! รื้อเกณฑ์ “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” คริปโต-หลักทรัพย์ สกัดเงาอำนาจเบื้องหลัง!

17 ธันวาคม 2568 คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดทุนไทย เมื่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบในหลักการปรับปรุงนิยาม “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” สำหรับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อปิดช่องโหว่โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อน และการใช้นอมินีบังหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบคุณสมบัติของ “ผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง” (Ultimate Beneficial Owner) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในยุคที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง
การเคลื่อนไหวของสำนักงาน ก.ล.ต. ในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเกณฑ์การกำกับดูแลเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับโครงสร้างธุรกิจในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการระดมทุนและถือหุ้นผ่านนิติบุคคลหลายชั้น การปรับปรุงกฎเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนคำนิยามในหน้ากระดาษ แต่เป็นการขยายอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้ครอบคลุมไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่กำลังยื่นขอใบอนุญาต หรือผู้ที่ดำรงใบอนุญาตอยู่แล้วที่ต้องแสดงความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความน่าสนใจของเกณฑ์ใหม่นี้อยู่ที่การนำวิธีการคำนวณแบบเฉลี่ยตามสัดส่วนหรือ Pro-rata Method มาใช้ ซึ่งเป็นการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นแบบทะลุผ่าน (Look-through) ไปยังผู้ถือหุ้นในลำดับชั้นต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการนำพฤติกรรมการมีเจตนาร่วมกันในการใช้สิทธิออกเสียง หรือ Acting in Concert และการนับรวมสัดส่วนของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้ามาในสมการด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญว่า ความโปร่งใสของ “แหล่งที่มาของเงินทุน” และ “เจตจำนงในการควบคุม” คือหัวใจหลักของการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) หากปล่อยให้บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามเข้าครอบงำกิจการผ่านช่องโหว่ทางกฎหมาย อาจนำไปสู่การทุจริตหรือการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรมต่อรายย่อย
ในแง่ของผลกระทบต่อ Ecosystem ตลาดทุนและคริปโต การเข้มงวดกับนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะช่วยยกระดับมาตรฐานความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับแนวทางของ FATF และหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการระบุตัวตนผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การปรับปรุงนี้จะทำให้ตลาดทุนไทยมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และเป็นการคัดกรอง “ผู้เล่น” ที่มีธรรมาภิบาลเข้าสู่ระบบอย่างแท้จริง ซึ่งในระยะยาวจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG และความโปร่งใสเป็นอันดับต้นๆ









