Sui Network “Shutdown” 6 ชั่วโมง! บัคระบบ Consensus ทำพิษ แช่แข็งธุรกรรมหมื่นล้าน

14 มกราคม 2026 – เครือข่าย Sui บล็อกเชน Layer-1 ระดับแนวหน้า ประสบปัญหา “Network Stall” ครั้งใหญ่ ส่งผลให้การประมวลผลธุรกรรมหยุดชะงักนานถึง 5 ชั่วโมง 52 นาที กระทบต่อสินทรัพย์บนเครือข่ายมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) โดยทีมพัฒนาชี้แจงว่าเป็นผลจากข้อผิดพลาดในกลไกฉันทามติ (Consensus Bug) ซึ่งนับเป็นการหยุดทำงานครั้งสำคัญครั้งที่สองนับตั้งแต่เปิดตัว Mainnet
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 14:52 UTC เมื่อระบบตรวจสอบ (Validators) ของ Sui ไม่สามารถสร้าง Checkpoint ใหม่ได้ ส่งผลให้การประมวลผลธุรกรรมทั้งหมดบนเครือข่ายต้องหยุดลงโดยสิ้นเชิง บริการยอดนิยมอย่าง Slush และ SuiScan รวมถึงแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps) ทั่วทั้งระบบนิเวศไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลาเกือบ 6 ชั่วโมงเต็ม สร้างความกังวลให้กับเหล่านักลงทุนและผู้ใช้งานอย่างมาก เนื่องจากมีมูลค่าสินทรัพย์ (TVL) ถูกล็อกอยู่ในระบบจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ทาง Sui Foundation ได้ออกมายืนยันอย่างรวดเร็วว่าเหตุการณ์นี้เป็นปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับกลไกการสื่อสารระหว่าง Node และยืนยันว่าสินทรัพย์ของผู้ใช้ทั้งหมด “ปลอดภัย” ไม่ได้ถูกโจมตีหรือสูญหายแต่อย่างใด ก่อนที่ทีมวิศวกรจะสามารถกู้คืนระบบให้กลับมาทำงานได้ตามปกติในเวลา 20:44 UTC ของวันเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหา Consensus Outage ในครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของเครือข่าย Layer-1 ยุคใหม่ที่พยายามผลักดันขีดจำกัดด้านความเร็วและ TPS (Transactions Per Second) ให้สูงขึ้น โดยแหล่งข่าวระบุว่า “บัคในระบบ Consensus มักเกิดขึ้นเมื่อเครือข่ายต้องรับมือกับการประสานงานที่ซับซ้อนภายใต้สภาวะโหลดที่สูงขึ้น” ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบกรณีนี้กับเครือข่าย Solana ในอดีต โดยระบุว่า “ความเสถียร (Uptime) คือสินค้าที่มีค่าที่สุดในโลกของ Web3 หากเครือข่ายหยุดทำงาน บรรดาสถาบันการเงินที่ต้องการย้ายระบบมาสู่บล็อกเชนจะเกิดความลังเลทันที” แม้ว่าราคาเหรียญ SUI จะมีการตอบสนองที่แปลกประหลาดด้วยการดีดตัวขึ้นชั่วคราว 4% ระหว่างเกิดเหตุ แต่ภาพรวมในระยะยาวความเสถียรของเครือข่ายยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามที่ทีมพัฒนาต้องตอบให้ชัดเจนในรายงาน Post-mortem ที่กำลังจะออกมา
ผลกระทบของเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การโอนเงินที่ล่าช้า แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง (Cascading Effect) ไปยังระบบนิเวศ DeFi ทั้งหมดบน Sui โดยเฉพาะโปรโตคอลการกู้ยืม (Lending) และ Exchange (DEX) ที่ต้องอาศัยข้อมูลราคาที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ เมื่อเครือข่ายหยุดทำงาน กลไกการชำระบัญชี (Liquidation) อาจทำงานผิดพลาดได้ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมกำลังจับตามองว่า Sui จะมีมาตรการป้องกันความซ้ำซ้อน (Redundancy) อย่างไรในอนาคต นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “Client Diversity” หรือความหลากหลายของซอฟต์แวร์ที่ Validator ใช้งาน เพราะหากมีเพียงซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดียวและเกิดบัคขึ้น เครือข่ายทั้งหมดก็จะหยุดชะงักทันที เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในครั้งนี้









