ก.ล.ต. สั่งระงับ KuCoin Thailand สายฟ้าแลบ! หลังพบเงินกองทุนดิ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 5 วันรวด

5 วันทำการติดต่อกัน คือระยะเวลาที่บริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด (ERX) หรือ KuCoin Thailand ปล่อยให้เงินกองทุนร่วงลงต่ำกว่าเกณฑ์ 60% ของระดับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้สำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศสั่งระงับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทเป็นการชั่วคราว มีผลทันทีจนกว่าบริษัทจะเสริมสภาพคล่องกลับมาแข็งแกร่งตามมาตรฐานเดิม พร้อมกำชับให้ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสียหายเป็นวงกว้าง
สถานการณ์ความเชื่อมั่นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจพบความผิดปกติในการดำรงเงินกองทุนของบริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด (ERX) ซึ่งดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ KuCoin Thailand โดยจากการตรวจสอบสถานะการเงินอย่างต่อเนื่องพบว่าในช่วงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 2 มกราคม 2569 บริษัทไม่สามารถรักษาระดับเงินกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ โดยมีตัวเลขต่ำกว่าร้อยละ 60 ของเกณฑ์ขั้นต่ำต่อเนื่องกันเกินกว่าระยะเวลาที่ผ่อนปรนให้ ซึ่งตามข้อบังคับของ ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถรักษาสภาพคล่องตามเกณฑ์ความเสี่ยงจะต้องหยุดดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อความปลอดภัยของระบบเศรษฐกิจและตัวนักลงทุนเอง
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นของเรกูเลเตอร์ไทยในการเฝ้าระวังผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าการที่เงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์อาจเกิดจากความผันผวนของตลาดหรือการบริหารจัดการสภาพคล่องภายในที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณธุรกรรม ซึ่ง “ความเชื่อมั่น” ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระดานเทรด หากผู้ให้บริการไม่สามารถสำรองทุนไว้รองรับความเสี่ยงได้เพียงพอ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในการทำธุรกรรมของลูกค้า การที่ ก.ล.ต. สั่งระงับการประกอบธุรกิจทุกประเภทในครั้งนี้จึงเป็นกลไกป้องกันก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตสภาพคล่องที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของลูกค้าในระยะยาว
ในเชิงโครงสร้างของ Ecosystem ผลกระทบครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมว่า มาตรฐาน Net Capital Rule (NCR) คือบรรทัดฐานที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ การระงับการให้บริการชั่วคราวของ KuCoin Thailand ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายในระบบ แต่ยังบีบให้บริษัทต้องเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูเงินกองทุนและสื่อสารกับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ซึ่งความชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าบริษัทจะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้หรือไม่ ท่ามกลางการเฝ้าสังเกตการณ์ของนักลงทุนที่ไวต่อข่าวร้ายในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี









