จุดเปลี่ยนโดเมนเนมคริปโต: ทำไม ENS ถึงยอมทิ้ง Namechain เพื่อกลับไปซบไหล่ Ethereum?

จุดเปลี่ยนโดเมนเนมคริปโต: ทำไม ENS ถึงยอมทิ้ง Namechain เพื่อกลับไปซบไหล่ Ethereum?

ข่าวสาร
February 7, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-02-07T135637.772

ENS Labs สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนด้วยการประกาศยกเลิกการพัฒนา “Namechain” ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ของตนเองอย่างกะทันหัน โดยหันมาทุ่มพละกำลังทั้งหมดให้กับการอัปเกรด “ENSv2” บนเครือข่ายหลักของ Ethereum แทน การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าความซับซ้อนของการสร้างเชนใหม่ภายใต้การดูแลของตนเองอาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการรีดประสิทธิภาพจากเครือข่ายที่มั่นคงที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากงบประมาณการพัฒนาที่อาจสูงถึงหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเป้าหมายหลักยังคงเป็นการลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วให้แก่ผู้ใช้งานนับล้านคนทั่วโลก


การประกาศพับแผน Namechain ไม่ได้หมายความว่า ENS Labs จะหยุดพัฒนาความสามารถในการขยายระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “การสร้างบ้านใหม่” มาเป็นการ “ต่อเติมบ้านหลังเดิม” ให้แข็งแรงกว่าเดิม โดยโปรเจกต์ ENSv2 จะถูกออกแบบมาเพื่อย้ายระบบการจัดการชื่อโดเมนจากรูปแบบเดิมที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง มาอยู่บนโครงสร้างใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมบน Ethereum Mainnet โดยตรง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการชื่อ .eth ของตนได้ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกลงอย่างมหาศาลเปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากการส่งจดหมายด้วยเครื่องบินส่วนตัวมาเป็นการใช้ระบบขนส่งมวลชนที่รวดเร็วและราคาถูกลงแต่ยังคงความปลอดภัยในระดับสูงสุดเช่นเดิม

ในมุมมองของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม การถอยห่างจากสมรภูมิ Layer 2 ของ ENS Labs สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ “L2 Fatigue” หรือภาวะล้นตลาดของเครือข่ายเลเยอร์ 2 ที่ปัจจุบันมีตัวเลือกมากเกินไปจนทำให้สภาพคล่องและจำนวนผู้ใช้งานกระจัดกระจาย การที่ ENS ตัดสินใจไม่สร้างเชนแยกออกมาเองช่วยลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน และหลีกเลี่ยงการสร้างกำแพงกั้นระหว่างผู้ใช้งานกับระบบนิเวศหลัก การเดินเกมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นกุศโลบายที่ชาญฉลาดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน Ethereum และมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลมากกว่าการไล่ตามกระแสเทคโนโลยีที่อาจจะเกินความจำเป็น

ผลกระทบเชิงระบบจากการขยับตัวครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังโปรเจกต์บล็อกเชนอื่นๆ ว่า การมีเชนเป็นของตัวเอง (App-specific chain) อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกบริการเสมอไป หากเทคโนโลยีบนเลเยอร์หลักได้รับการพัฒนาจนก้าวข้ามขีดจำกัดด้านราคาและความเร็วได้ การกลับมาให้ความสำคัญกับ Ethereum Mainnet ของ ENS จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของ Ethereum ในฐานะ “ศูนย์กลางแห่งความเชื่อถือ” (Settlement Layer) และอาจกระตุ้นให้โปรเจกต์อื่นๆ หันกลับมาพิจารณาการอัปเกรดโครงสร้างภายในแทนการแยกตัวออกไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของความปลอดภัยและความสอดคล้องในการทำงานร่วมกันของโลกคริปโตในระยะยาว

Related posts