แตกหัก! Trump ยื่นฟ้อง Jamie Dimon และ JPMorgan เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์ฯ อ้างถูกสั่งปิดบัญชีไร้สาเหตุ

แตกหัก! Trump ยื่นฟ้อง Jamie Dimon และ JPMorgan เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์ฯ อ้างถูกสั่งปิดบัญชีไร้สาเหตุ

ข่าวสาร
January 23, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-01-23T134336.603

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดศึกใหญ่กับยักษ์ใหญ่ Wall Street ด้วยการยื่นฟ้อง JPMorgan Chase และซีอีโอ Jamie Dimon เป็นจำนวนเงินสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.71 แสนล้านบาท) โดยกล่าวหาว่าทางธนาคารมีพฤติกรรม “Debanking” หรือการยกเลิกการให้บริการทางการเงินแก่เขาและธุรกิจในเครือด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างอดีตประธานาธิบดีกับสถาบันการเงินดั้งเดิม และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มการเมืองสายอนุรักษนิยมหันเข้าหาเทคโนโลยีการเงินทางเลือกและคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น


รายละเอียดของคำฟ้องระบุว่า JPMorgan ได้ทำการปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชีของทรัมป์และองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือเหตุผลที่สมควร ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นการละเมิดหลักความสุจริต (Good Faith) และกฎหมายการค้าที่เป็นธรรมของรัฐฟลอริดา การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นในศาลรัฐไมอามี-เดด โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของธนาคารไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่ทางองค์กรเคยประกาศไว้ แต่เป็นการใช้อำนาจผูกขาดทางการเงินเพื่อลงโทษบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเสถียรภาพทางการเงินของธุรกิจในเครือทรัมป์อย่างมหาศาล

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่านี่ไม่ใช่เพียงการฟ้องร้องเรียกเงิน แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของการต่อต้านอำนาจธนาคารกลางและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ (Big Banks) โดย Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที โดยยืนยันว่าทางธนาคารไม่มีนโยบายปิดบัญชีลูกค้าด้วยเหตุผลด้านความเชื่อทางศาสนาหรือการเมือง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความขอบเขตอำนาจของธนาคารในการปฏิเสธการให้บริการ (Right to Refuse Service) และอาจส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาตรวจสอบนโยบายการจัดการความเสี่ยงของธนาคารที่มีความทับซ้อนกับประเด็นอุดมการณ์มากขึ้น

ผลกระทบจากคดีนี้กำลังลุกลามไปยัง Ecosystem ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการเงิน โดยเฉพาะในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีที่ชูจุดเด่นเรื่อง “Censorship Resistance” หรือการต่อต้านการถูกปิดกั้นทางการเงิน การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้สอดคล้องกับการที่ตระกูลทรัมป์เริ่มรุกคืบเข้าสู่โปรเจกต์ DeFi อย่าง World Liberty Financial เพื่อสร้างทางเลือกใหม่นอกเหนือจากระบบธนาคารเดิม หากทรัมป์สามารถพิสูจน์ได้ว่าการ Debanking เกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากระบบธนาคารดั้งเดิมเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีใครสามารถสั่งปิดบัญชีได้เพียงเพราะคำสั่งทางการเมือง

Related posts