Binance งานเข้า! สว. สหรัฐฯ สั่งตรวจสอบปม ‘อิหร่าน’ ใช้แพลตฟอร์มฟอกเงิน-เลี่ยงคว่ำบาตร

ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกสำหรับ Binance ยักษ์ใหญ่แห่งโลกคริปโตเคอร์เรนซี หลังจากล่าสุด วุฒิสมาชิก Richard Blumenthal ได้ส่งหนังสือจี้ถามถึง CEO Richard Teng เพื่อขอหลักฐานการใช้งานแพลตฟอร์มโดยกลุ่มบุคคลในอิหร่าน ซึ่งเป็นการท้าทายกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองถึงมูลค่าการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านที่อาจสูงถึง 2.41 แสนล้านบาท (7.78 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลต่อใบอนุญาตและการดำเนินธุรกิจทั่วโลกของ Binance
การกลับมาของฝันร้ายด้านกฎหมาย แม้ว่าเมื่อ 2 ปีก่อน Binance จะเพิ่งยอมรับผิดและจ่ายค่าปรับมหาศาลกว่า 1.24 แสนล้านบาท (4 พันล้านดอลลาร์) ในข้อหาล้มเหลวในการป้องกันการฟอกเงินและละเมิดการคว่ำบาตร แต่ดูเหมือนว่าปัญหาจะยังไม่จบสิ้น เมื่อ สว. Blumenthal ระบุชัดเจนว่า Binance คือ “ผู้กระทำผิดซ้ำซาก” (Repeat Offender) โดยอ้างรายงานจากสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง WSJ และ New York Times ที่พบว่าพนักงานด้านตรวจสอบ (Compliance) ของ Binance เองเคยรายงานถึงพาร์ทเนอร์อย่าง Hexa Whale และ Blessed Trust ว่าเป็น “นอมินี” หรือตัวกลางในการฟอกเงินให้กับหน่วยงานรัฐบาลอิหร่าน
ตัวเลขที่น่าตกใจและความเสี่ยงระดับชาติ ข้อมูลจาก Chainalysis บ่งชี้ว่าระบบนิเวศคริปโตของอิหร่านเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนเกือบแตะระดับ 2.41 แสนล้านบาท (7.78 พันล้านดอลลาร์) ในปี 2025 โดยกว่า 50% ของธุรกรรมมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ การที่ Binance ถูกสงสัยว่าเป็นสะพานเชื่อมให้เงินเหล่านี้ไหลเข้าสู่ระบบการเงินโลก จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ
การเมืองเรื่องคริปโต: เมื่อ Binance เชื่อมโยงครอบครัวทรัมป์ สิ่งที่ทำให้การตรวจสอบครั้งนี้ “เผ็ดร้อน” กว่าเดิม คือการที่ Blumenthal ตั้งคำถามถึงการที่ Binance พยายามล้างภาพลักษณ์ผ่านการล็อบบี้ และความสัมพันธ์ทางการเงินกับ World Liberty Financial (WLFI) ซึ่งเป็นบริษัทคริปโตของบุตรชายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดย สว. Blumenthal มองว่านี่อาจเป็นความพยายามในการใช้สายสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษตามกฎหมาย
ท่าทีจากฝั่ง Binance ทางโฆษกของ Binance ได้ออกมาชี้แจงผ่านอีเมลว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปฏิรูปมาตรฐานการตรวจสอบให้เข้มงวดที่สุดในอุตสาหกรรม และประสบความสำเร็จในการกำกับดูแลในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความกดดันครั้งนี้ไม่ได้มาจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) เพียงอย่างเดียว แต่มาจากฝ่ายการเมืองระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การออกกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นต่อกระดานเทรดคริปโตทั่วโลก









