JPMorgan ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1.1 หมื่นล้านบาท ฐานเอี่ยวคดีแชร์ลูกโซ่คริปโต IRP

JPMorgan ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1.1 หมื่นล้านบาท ฐานเอี่ยวคดีแชร์ลูกโซ่คริปโต IRP

ข่าวสาร
March 13, 2026 by cryptocamping
Frame 1130 - 2026-03-13T103102.016

JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องครั้งสำคัญ เมื่อถูกยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 11,200 ล้านบาท) โดยโจทก์อ้างว่าธนาคาร “เพิกเฉยต่อสัญญาณอันตราย” และปล่อยให้เกิดธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่คริปโตชื่อดังอย่าง Integrated Relief Program (IRP) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเหยื่อจำนวนมากที่สูญเสียเงินออมไปอย่างมหาศาล


จุดเริ่มต้นของคดี: เมื่อธนาคารกลายเป็นทางผ่านของมิจฉาชีพ คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ “ผู้รับมอบอำนาจดูแลทรัพย์สิน (Receiver)” ที่ได้รับแต่งตั้งจากศาล ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงในฟลอริดา โดยระบุว่า JPMorgan มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากขบวนการ IRP ซึ่งเป็นแชร์ลูกโซ่คริปโตที่หลอกลวงนักลงทุนว่านำเงินไปเทรด แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงการนำเงินจากคนใหม่มาจ่ายคนเก่า

ทำไม JPMorgan ถึงโดนฟ้อง? ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ธนาคารร่วมมือกับมิจฉาชีพโดยตรง แต่คือการ “ละเลยการตรวจสอบ” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • พฤติกรรมธุรกรรมที่ผิดปกติ: มีการโอนเงินเข้า-ออกในปริมาณที่สูงผิดปกติและรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณสีแดง (Red Flag) ที่ระบบธนาคารควรตรวจจับได้

  • การเพิกเฉยต่อคำเตือน: แม้จะมีสัญญาณเตือนด้านความปลอดภัย แต่ธนาคารกลับปล่อยให้ธุรกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปนานหลายเดือน

  • ความเสียหายต่อผู้บริโภค: การที่ธนาคารขนาดใหญ่ยอมรับธุรกรรมเหล่านี้ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าโครงการ IRP มีความน่าเชื่อถือและถูกกฎหมาย

มูลค่าความเสียหายที่ต้องชดใช้ ตัวเลข 11,200 ล้านบาท ที่ถูกเรียกร้องนั้น คำนวณมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากการที่เงินไหลผ่านบัญชีของธนาคาร ซึ่งโจทก์มองว่าหาก JPMorgan ทำหน้าที่ “ยามเฝ้าประตู” ได้ดีกว่านี้ ความสูญเสียในวงกว้างอาจไม่เกิดขึ้น

บทวิเคราะห์จากมุมมองบรรณาธิการ: กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ถึงสถาบันการเงินทั่วโลก ในยุคที่คริปโตเคอร์เรนซีและกลโกงออนไลน์แพร่ระบาด ธนาคารไม่ได้มีหน้าที่แค่เก็บเงิน แต่ต้องรับผิดชอบต่อความโปร่งใสของแหล่งที่มาของเงินด้วย หากศาลตัดสินให้ JPMorgan มีความผิดจริง นี่จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ธนาคารต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมหาศาล