พลัง Vitalik หนุน! MegaETH ประกาศวันเปิด Mainnet เตรียมปั่น 1.1 หมื่นล้านธุรกรรมใน 7 วัน

100,000 ธุรกรรมต่อวินาที (TPS) คือเป้าหมายที่ MegaETH บล็อกเชนระดับพระกาฬที่ได้รับการสนับสนุนจาก Vitalik Buterin กำลังจะพิสูจน์ในการเปิดตัว Mainnet วันที่ 22 มกราคม 2026 นี้ โดยจะเริ่มต้นด้วยบททดสอบ “Global Stress Test” สุดโหดเพื่อยืนยันฐานะบล็อคเชนแบบ Real-time ตัวแรกของโลกที่พร้อมเชื่อมโยงประสิทธิภาพระดับ Web2 เข้าสู่โลก Web3 อย่างเต็มตัว
MegaETH กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ Ethereum Layer 2 ด้วยการประกาศเปิดตัว Mainnet ในวันที่ 22 มกราคมนี้ โดยความเคลื่อนไหวสำคัญคือการจัดทำ Global Stress Test เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งตั้งเป้าหมายในการประมวลผลธุรกรรมรวมกว่า 1.1 หมื่นล้านรายการ เพื่อทดสอบความเสถียรภายใต้สภาวะโหลดสูงสุดที่ 15,000 ถึง 35,000 TPS โปรเจกต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมหาศาลหลังจากการระดมทุนรอบ Seed Round ที่คว้าเงินลงทุนไปกว่า 20 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 660 ล้านบาท) จากยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Dragonfly Capital และนักลงทุนเทวดาชื่อดัง รวมถึง Joseph Lubin และ Vitalik Buterin ซึ่งมองว่าเทคโนโลยีการประมวลผลแบบขนาน (Parallel Execution) และสถาปัตยกรรมโหนดแบบเฉพาะทางของ MegaETH คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกขีดจำกัดเดิมของ EVM
ความพิเศษของ MegaETH อยู่ที่การออกแบบโหนดให้มีหน้าที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะ “Sequencer” ที่ต้องการฮาร์ดแวร์ระดับ High-end (100+ Cores และ RAM ระดับ Terabyte) เพื่อให้สามารถประมวลผลธุรกรรมได้เกือบจะทันทีที่เข้ามา (Sub-millisecond Latency) ในขณะที่โหนดผู้ตรวจสอบ (Prover) ยังคงใช้ฮาร์ดแวร์ระดับทั่วไปได้เพื่อคงความเป็น Decentralization ไว้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่คือการทลายกำแพงระหว่างบล็อกเชนและระบบคลาวด์แบบดั้งเดิม ทำให้แอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วสูงอย่าง การเทรดแบบ HFT (High-frequency Trading) หรือเกมออนไลน์ระดับ AAA สามารถรันบน On-chain ได้อย่างราบรื่น ซึ่ง Vitalik Buterin เคยให้ความเห็นว่า “การสร้าง EVM ที่ปรับขนาดได้ในระดับ Hyper-scale คือสิ่งที่ Ethereum จำเป็นต้องมี”
ในเชิงระบบ การมาของ MegaETH อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภูมิทัศน์ของ Layer 2 ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นความเร็วอย่าง Solana หรือ Layer 2 รุ่นพี่อย่าง Arbitrum และ Base หาก MegaETH สามารถทำความเร็วได้ตามที่เคลมไว้จริง จะเป็นการเปิดประตูสู่ยุค “Consumer Crypto” ที่แอปพลิเคชันฝั่งผู้บริโภคทั่วไปสามารถใช้งานได้โดยไม่รู้สึกถึงความหน่วงของบล็อกเชน นอกจากนี้การเลือกใช้ EigenDA ในการจัดเก็บข้อมูล (Data Availability) ยังช่วยลดต้นทุนธุรกรรมให้เหลือไม่ถึง 0.30 บาท (0.01 USD) ซึ่งจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการดึงดูดนักพัฒนาจากฝั่ง Web2 ให้หันมาสร้างสรรค์ผลงานบนระบบนิเวศของ Ethereum มากยิ่งขึ้นในอนาคต









